บันเทิง

สถานีต่อไป … อารีย์

สถานีต่อไป … อารีย์

18 ก.ค. 2554

“จอดตรงไหนก็จอดไปเถอะพี่สีเกด พี่หิวจนจะกินควายได้อยู่แล้ว ถ้ายามออกมาไล่ พี่จะได้แ-กยามเสียเลย นี่ก็ 3 ทุ่มกว่าแล้วใครที่ไหนจะเข้ามาจอดอีก … ”

          บ่นตัดหน้าก่อนที่จะรถจะเบนหัวเข้าลาวิลล่า อารีย์เสียอีก ปกติฉันก็โวยวายเป็นเจ๊กตื่นไฟอยู่แล้ว ยิ่งตอนหิวด้วยแล้ว … มากมาย ..ย แต่นั่นก็แค่ตอนออกจากบ้านแล้วนั่นแหละ ช่วงอยู่บ้านคนเดียวฉันนั้นแสนจะรักความสงบเงียบเสียยิ่งกว่าสิ่งใด

          ขนาดว่าถ้าให้เลือกระหว่างความรักกับความสงบ ฉันคงเลือกอย่างหลังแม้บางครั้งฉันจะวิ่งเข้าหาความรัก แต่ทุกครั้งฉันก็ต้องยุติมันลงเพราะต้องการความสงบกลับคืนมาในตอนท้ายเสมอ (สงบอกสงบใจผู้ชายจะได้ไม่เดือดร้อน)

          “คิทเช่น แอนด์ มอร์ แดน ไอ แคน เซย์ ” (Kitchen & More than I can say)
 ป้ายไฟใกล้ที่จอดรถด้านหน้าของร้านยังคงเปิดอยู่ 3 ทุ่มกว่าแล้วคงพอดีที่จะไม่มีลูกค้าคนไหนแย่งฉันนั่ง แย่งฉันสั่ง … พนักงานเดินมาเปิดประตูต้อนรับ ฉันก้าวเท้าเข้าไปหาความอิ่มเอม  แอร์เย็นฉ่ำมาพร้อมกับบรรยากาศการตกแต่งร้านแนวร่วมทั้งไทยจีนฝรั่งผสมเข้ากันอย่างกลมกล่อม บางสิ่งประณีต บางอย่างดิบๆ โดยรวมแล้วไม่หรูเริ่ดจนเกินเอื้อมแต่ก็ไว้ตัวอยู่ในที  

          แค่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่า “มีของ” จนแอบคิดในใจว่า “อยากมีร้านแบบนี้จัง” แต่ก็ยังคงไม่ใช่ตอนนี้ เพราะร้านอาหารที่เปิดใหม่เหมือนลูกตัวเล็กๆ ที่เราต้องประคบประหงม กระเตงเอาเข้าเอวไปตลอดเวลา จะฝากใครเลี้ยงก็ไม่วางใจ ทุกๆ วันก็จะมีปัญหาใหม่ๆ มาให้แก้ไขเหมือนลูกซนผสมช่างสงสัยที่คอยสร้างปัญหาให้แม่ต้องคอยแก้ตลอดเวลา…

          ฉันเดินไปหาโต๊ะไม้กลมแบบโต๊ะจีน เปลือยๆ ดิบๆ ถูกวางทับด้วยกระจกแทนที่ผ้าปูโต๊ะสีขาวที่คุ้นเคยตามร้านทั่วไป บนโต๊ะมีจานสีขาววางอยู่บนผ้ารองจานสีชมพูแปร๋น มีช่องเล็กๆ บนผ้าไว้สำหรับใส่เสียบอุปกรณ์การกินอันได้แก่ มีด ช้อนส้อมและตะเกียบครบในผืนเดียว กลางโต๊ะมีชามสีขาวใส่น้ำเลี้ยงลูกมะพร้าวห้าวที่มีต้นอ่อนงอกออกมาประดับโต๊ะแทนแจกันดอกไม้ที่ธรรมดาเกินไปสำหรับร้านๆ นี้ … ช่างคิดเนอะ!

          “คุณปอมอยู่ไหนเนี่ย? ” ฉันถามถึงเชฟเจ้าของร้านก่อนจะถามถึงเมนู
          “อยู่ในครัวค่ะ ” พนักงานตอบพร้อมชี้ไปที่ห้องครัวติดกระจกโปร่งใสให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร
          “คุณพี่ … ” เชฟหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านเดินออกมาทักทายที่โต๊ะ
          “วันนี้มีอะไรให้พี่กิน?”
          “คุณพี่อยากกินอะไร? … แต่คุณพี่ลดความอ้วน … งั้นอย่ากินเลย ”

          ทุกครั้งที่ฉันแวะมาตอนดึก เชฟก็จะทำท่าเหมือนไม่อยากให้ฉันสั่งอะไร ไม่ใช่เพราะกลัวอ้วนแต่เพราะทำมาทั้งวันแล้ว ดูจากแววตาแปลได้ว่า “ กูเหนื่อย ” ถ้าแปลต่อไปคงถอดความได้ว่า “ นี่ … อีแก่! มาก็ดึกๆ ดื่นๆ แล้วยังจะแ-กโน่นแ-กนั่นนอกเมนู ครัวจะปิดแล้วไม่เห็นเหรอ? ” ฉันก็รู้อยู่เต็มอกว่าเขาเหนื่อยแต่ … “ กูหิวค่ะ ”

          ก็เลยสั่งอาหารมามากมายหลายสิ่งยิ่งกว่าแกล้ง เส้นหมี่ผัดผักกระเฉดรสสะปาก ข้าวผัดสมุนไพรที่ขนสมุนไพรระดับโอท็อปมาใส่จนจะหมดประเทศไทย (ให้มันรู้มั่งว่าใครทำ) แกงส้มชะอมกุ้ง ตับบดทาขนมปัง น่องเป็ดราสซอสเบอร์รี่แบบฝรั่งเศส (ชื่อดูวุ่นวายแต่กินง่ายแค่เคี้ยวแล้วกลืน) รีซอตโต (ข้าวอิตาเลี่ยนผัดซอสขาวใส่เบคอนกับผักโขมราดด้วยชีสแล้วอบจนละลายยืดเยิ้ม…วุ้ย น้ำลายไหล) ซีซ่าร์สลัด สปาเกตตีคาโบนาร่า ร็อกเก็ตสลัดกับปลาแซลมอนจี่ แล้วตัดด้วยลาบหมูจี่บนแตงซูกินี่ กินไปซู้ดซ้าดไป

          ไอ้ที่ฝรั่งก็ฝรั้ง...ฝรั่ง ส่วนอะไรที่เป็นไทยก็จัดจ้านสมกับทำให้คนไทยกินอาหารหลายสัญชาติวางเรียงรายกันในจานสีขาวใบโต บ้างก็เสิร์ฟมาบนแผ่นไม้สี่เหลี่ยม อาหารหรูแบบโรงแรมห้าดาวแต่ราคาไม่แรงเพราะจ่ายถูกกว่าครึ่ง (ไม่เชื่อไปลองกินดู!) แถมเชฟที่ทำก็ไม่ธรรมดา เชฟปอม (ธนทรรศน์ วรางค์รัตน์) จบการทำอาหารมาจากกอร์ดอง เบลอ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่คนไทยแห่ไปร่ำเรียนจบมามากมายแต่จะมีสักกี่รายที่ทำได้จริง (ฝีมือถึง)

          เพราะกว่าจะทำจริงได้ก็ต้องอาศัยการทำงานตามร้านอาหารระดับมิชลินในต่างประเทศที่ๆ คุณภาพสูงๆ แล้วต้องอาศัยความอดทนและพิถีพิถันยอมให้เชฟระดับมิชลินเขาดุด่าสับโขก อย่างในเฮลล์คิทเช่น (Hell’s Kitchen) ที่เชฟกอร์ดอน แรมซีส์ (Gordon Ramsay) อาละวาดปรี๊ดแตกทุกซีซั่น

          “ที่ลอนดอน เชฟเดวิด ธอมป์สัน (David Thompson) เจ้าของร้าน ‘ น้ำ ’ เขาดังกว่าเชฟแรมซีย์อีกนะ น้องเจอมาแล้ว กระทะงี้ลอยมาเลย”

          เชฟปอมเล่าประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารหรูให้ฟัง แต่สิ่งที่ฉันชอบในตัวเชฟคนนี้กลับไม่ใช่ประสบการณ์ของเขาอย่างเดียว ฉันชอบมุมมองของเขา เขามักจะคิดและทำอย่างเป็นธรรมดาและธรรมชาติ

          “อาหารไทยเริ่ดที่สุดแล้วคุณพี่ มีทุกรสทุกชาติ เป็นทั้งดั้งเดิม ออร์ริจิ (Original) และฟิวชั่น (Fusion) ใครบอกว่าฟิวชั่นเป็นของฝรั่งคิด ของไทยเราน่ะมีมาตั้งนานแล้ว ดูเครื่องแกงสิพี่ เอาเครื่องเทศจากอินเดียมาใส่โน่นใส่นี่กลายเป็นของเรา

          ขนมก็เหมือนกันจากโปรตุเกสดัดแปลงไปมาก็กลายเป็นเรา นี่แหละฟิวชั่นของจริง อาหารฝรั่งจะให้มันหรูเริ่ดแค่ไหนก็แค่จืดกับเค็ม เครื่องปรุงที่ไปร่ำเรียนมาจากเมืองนอกก็มีแค่ “ เกลือกับพริกไทย ” เป็นหลัก แค่นี้เราก็กินขาดแล้วคุณพี่ แล้วอาหารเนี่ยนะมันไม่มีสูตรตายตัวหรอก ทำไปก็ชิมไป มันอยู่ที่ลิ้นเรา จะลดนั่นเพิ่มนี่ยังไงออกมาก็ขอแค่ … อร่อย ทำไปธรรมดาไม่ต้องไปดัดจริตอะไรกับมัน”

          ไม่ว่าเชฟปอมจะผ่านการทำอาหารทั้งฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน ยุโรป หรือ แม้แต่จีน เต่เขาก็ยกคำว่า “ ที่สุด” ให้แก่อาหารไทย มิเช่นนั้นแล้ว ฝรั่งคงไม่แห่มากินหรือทำอาหารไทยขายจนได้ดาวมิชลิน
 “ฝรั่งเขาคลั่งไคล้อาหารไทยมากกว่าที่เราคิดอีก ตอนไปเรียนทำอาหารที่นั่น พอรู้ว่าเราทำอาหารไทยเป็น พวกเขาตื่นเต้นกันใหญ่ น้องเลยกลายเป็นเจ้าหญิงไปทันที … ”

          เล่าไม่เล่าเปล่า วันต่อมาเชฟปอมโชว์ฝีมือการทำ ม้าฮ่อ (ยำสมุนไพรห่อด้วยใบชะพลู) ของหากินยากให้พวกเรากิน ตามมาด้วยน้ำพริกลงเรือแบบครบเครื่อง พะแนงหมูที่หน้าตาเหมือนมัสมั่น แต่รสชาตินั้นของแท้จริงๆ เพราะเครื่องแกงเชฟก้มหน้าก้มตาโขลกเองกับมือ วันนั้นฉันกินข้าวหมดไป 2 จาน (ก็มันอร่อยนี่)

          ตอนสาวๆ เคยมีคุณยายท่านหนึ่งทำให้กิน ผ่านมา 20 กว่าปีมาเจอรสแบบที่เคยกิน ฝีมือเชฟปอม … อือ … นอนตายตาหลับละ แต่อาหารนอกเมนูเหล่านี้ต้องโทรสั่งล่วงหน้ามิเช่นนั้นนางจะด่า … เมื่อก่อนเคยฝันไว้ว่าอยากมีผัวเป็นเชฟจะได้ทำอาหารอร่อยๆ ให้ฉันกิน เลยมาจนแก่ก็ยังหาไม่ได้      พอมาเจอเชฟตัวจริงตอนนี้ เชฟกลับบอกว่า … ไม่ชอบสัตว์ป่า โดยเฉพาะชะนี! อยากบอกว่าฉันไม่ใช่ชะนี แต่เป็น … หมอนทอง!

          ป.ล. ร้านคิทเช่นแอนด์มอร์แดน ไอ แคน เซย์ (Kitchen & More than I can say) อยู่ที่ลาวิลล่า อารีย์   โทร 0-2619-1892

          กรุณาอย่ามาดึกแบบฉันเพราะเชฟจะหมดแรงทำ แต่มีแรงด่า!

โดย...เจนนิเฟอร์ คิ้ม