บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - พระ - ศิลปิน

คมเคียวคมปากกา - พระ - ศิลปิน

15 ก.ค. 2554

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๘

            “แท้จริงฉันเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน
            ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นพระ
            แท้จริงการรู้แจ้งธรรมะ
            รู้ได้ทั้งพระและศิลปิน” 

          คำสั้นๆ ง่ายๆ  คล้องจองเป็นบทกวีของ อาจารย์เจริญ  กุลสุวรรณ หรือ “ทยาลุ”  ผู้เรียกตัวเองว่า “ศิลปินสิ้นชาติ”  ดังได้เล่าถึงไปบ้างแล้ว  พร้อมกับการปรากฏตัวของหนังสือ “ปริศนาธรรม นำจิตสู่อิสรา” พระจำนวนไม่น้อยมีความเป็นศิลปิน  ศิลปินจำนวนไม่น้อยมีความเป็นพระ  ทั้งนี้มิได้หมายถึงรูปแบบการแต่งกายใช้ชีวิต  หากเป็นวัตรปฏิบัติในการครองตนและการทำงาน 

          คำของศิลปินฆราวาสที่ชื่อ “ทยาลุ”  มิได้เกิดขึ้นลอยๆ  หากแต่เขาผ่านการบวชเรียนอย่างเคร่งครัดมาแล้ว ๑๑ พรรษา  การบวชพระก็เพื่อแสวงหา  การออกครองเรือนก็เพื่อการแสวงหา  ยิ่งจริตออกไปทางศิลปิน  การแสวงหาสัจจะ  ธรรมะ  รวมทั้งศิลปะ  ยิ่งสอดคล้องต้องกันในตัวตน

          กล่าวสำหรับ “ปริศนาธรรม นำจิตสู่อิสรา”  ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการศึกษาธรรมะอย่างยิ่ง  การศึกษาธรรมะที่มิได้ผูกขาดไว้แค่ความเป็นพระเท่านั้น  ธรรมะศึกษาได้ทั้งคนในวัดและนอกวัด  ยิ่งครองเรือน  ยิ่งทำธุรกิจค้าขาย  ยิ่งทำการเมืองเป็นอาชีพ  ยิ่งมิอาจทอดทิ้งธรรมะได้  ด้วยตราบใดที่อาชีพใดอาชีพหนึ่ง  เอาแต่ผลประโยชน์ทางอาชีพ  ไม่เอาธรรมะ  นั่นก็คือความหายนะของสังคมอย่างแน่แท้   

          หนังสือที่มีทั้งภาพแต้มและคำแต่ง  จะง่ายต่อกระบวนการพินิจพิจารณาธรรมะ  ผู้วาดรูปนั้นวาดไปปฏิบัติธรรมไป  มิได้สร้างจาก “จินตนาการ”  หรือการปรุงแต่งทางความคิด  หากเกิดจาก “ภาวิตญาณ”  อันหมายถึง “ความรู้อันเกิดจากจิตที่ผ่านการอบรมบ่มเพาะด้วยการทำภาวนามาแล้ว”

          ๑๑ ภาพ  ๑๑ เรื่อง ในหนังสือเล่มนี้  กระชับสั้นอย่างสามารถนำไปให้นักเรียนนักศึกษาอ่านศึกษาได้  ขณะเดียวกัน  ผู้ที่เรียนจบแล้ว  สลัดคราบนักเรียนนักศึกษาแล้ว  หันหลังให้รั้วโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้ว  ก็สามารถอ่านศึกษาได้  กระทั่งผู้แก่ผู้เฒ่าแล้ว  หากแม้นยังอ่านออกเขียนได้  ยังอยากเข้าใจหลักธรรมไว้เป็นภูมิคุ้มกันใจ  ก็สามารถอ่านศึกษาได้เช่นกัน

          “ทยาลุ”  มิได้มองธรรมะชั้นเดียวแบบท่องจำจากพระไตรปิฎก  ทุกเรื่องทุกถ้อยก่อนนำมาถ่ายทอดสู่ผู้อื่น  ล้วนผ่านการครุ่นคิดปฏิบัติมาแล้ว  ขณะเดียวกัน  ก็วิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา

          ใน “ปริญญาคุณยาย”  เขาบอกว่าคนเราควรมีปริญญาสองใบ  คือปริญญาทางโลก และปริญญาทางธรรม  เพราะเรามักจะได้ยินคำว่า  “เรียนหนังสือคลอดชีวิต  แต่จิตยังจมอยู่ในความทุกข์” หรือ “ความรู้ท่วมไหล่  แต่ยังพาใจไม่รอด”  โดยเขาเปรียบคุณยายแก่ๆ ที่ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่เข้าใจธรรมะได้        

          “...คนแก่บางคน อ่านหนังสือไม่ออก เขียนก็ไม่ได้    แต่ดำรงชีวิตอยู่อย่างน่าศรัทธา  เป็นที่เคารพเลื่อมใสของผู้พบเห็น  เพราะเป็นคนไม่มีพิษภัย  ไม่เบียดเบียนใคร  มีใจสงบเย็น   เมื่อเข้าไปใกล้เรารู้สึกได้  สัมผัสได้กับความสงบเย็นของท่าน  เพราะจิตใจของท่านไม่มีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น   ไม่ถูกตัณหาปรุงแต่ง   ดำรงชีพอย่างเรียบง่าย  ทำหน้าที่ไปตามที่เห็นว่าควรทำ   คนผู้สูงวัยที่บรรลุเป้าหมายของชีวิต  อย่างที่ว่ามานี้ มีอยู่ไม่น้อยในสังคมชาวพุทธ...”

          “...เมื่อหอบเอาการศึกษาวิ่งหนีจากแสงพระธรรม  มวลมนุษย์ก็ตกอยู่ในความมืดบอด  หลงคว้าเอาลัทธิวัตถุนิยมเป็นพระเจ้า  มหกรรมการแก่งแย่งกระหึ่มไปทั่วโลก  เพลิงวิกฤตลามเลียไปทั่วทุกหย่อมหญ้า 

          คำว่าสันติภาพละลายหายไปในคราบเลือดเหลืออยู่แค่ในบทเพลง  ความเห็นแก่ตัวสยายเงาดำแผ่คลุมทั่วปฐพีดล...ทั้งหมดนั้น

          คือความเถื่อนที่ยังไม่ถูกถ่ายถอน  คือบาปเวร  คือวิบากกรรม  อันเป็นผลพวงมาจากการศึกษาของโลกที่เดินหลงทาง...การศึกษาที่จะช่วยให้โลกรอดนั้น  ต้องเป็นการศึกษาที่มุ่ง “ถ่ายถอนความเถื่อน”...ไม่ใช่ส่งเสริมสัญชาตญาณอย่างสัตว์  เหมือนอย่างที่กำลังกระทำกันอยู่ทั่วโลก...”

          พระ-ศิลปิน,  หรือฆราวาสในอาชีพไหน  ก็อยากให้ได้อ่านศึกษากันครับ!

 

โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม