บันเทิง

รักกันไว้เถิดพี่น้องไทย

รักกันไว้เถิดพี่น้องไทย

13 ก.ค. 2554

อยากเขียนเรื่องของคนลูกทุ่งในฤดูกาลที่เงียบเหงา บังเอิญได้ดูทีวีดาวเทียมช่องหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งวิเคราะห์การเมืองว่า นับจากนี้ไปจะมีแบ่งแยกแผ่นดิน เพราะตอนนี้ก็แดงทั้งภาคเหนือ-อีสาน และฟ้าทั้งภาคใต้

          ผมว่ามันเป็นความคิดเล็งผลร้ายเกินไป ทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ มิหนำซ้ำส่งผลให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเกลียดชังคนเหนือและคนอีสาน

          จากความขัดแย้งทางการเมืองในวันนี้ ผมเลยนึกเห็นสมัยบ้านเมืองของเรา เต็มไปด้วยคำขวัญ "คอมมูนิสต์มา ศาสนาหมด" และเพลงปลุกระดมความรักชาติ แผ่นดินอีสาน พ.ศ.โน้น กลายเป็นดินแดนที่น่าสะพรึงกลัว ในสายตาของผู้คนที่อยู่ภาคอื่น เพราะมีการสู้รบในเขตป่าเขา มีการประกาศตั้งหมู่บ้านอำนาจรัฐแดง ประหนึ่งว่าอีสานจะถูกแบ่งแยกออกไปเป็นรัฐอิสระ

          เพลงลูกทุ่งนับร้อยนับพันเพลง สะท้อนภาพสถานการณ์สงคราม อันเป็นจุดเด่นของนักแต่งเพลงลูกทุ่ง ที่เป็นทั้งคีตกวี และเป็นนักข่าวผู้บันทึกเหตุการณ์สำคัญๆของประเทศ

          ในอีกด้านหนึ่ง บทเพลงปลุกเร้าจิตใจรักชาติ ก็มีด้านที่อาจก่อให้เกิดความหวาดระแวงกันของคนในชาติ หากผู้นำไปใช้ตามแนวทางสงครามจิตวิทยา โดยปลุกความรักชาติจนเลยเถิด มันก็จะเกิดเป็นอาการ "คลั่งชาติ" ขึ้นมาได้เหมือนกัน

          30 ปีที่แล้ว ชลธี ธารทอง ครูเพลงอาวุโส ได้เขียนเพลง "สุดทางที่ด่านซ้าย" มอบให้ สายัณห์ สัญญา เป็นผู้ถ่ายทอด

          "ผมอยู่ชายแดน มันแสนเดียวดาย อําเภอด่านซ้ายไกลลิบสุดตา มองไปทางไหนใจเศร้า เห็นแต่ภูเขาขอบฟ้า เสียงนกกากู่ร้องก้องไพร" ครูชลธีเขียนเพลงนี้ ต้องการสื่อจากใจ "นักรบแนวหน้า" ผู้เสียสละเพื่อบ้านเมือง ถึง "คนเมือง" มากกว่าการจะปลุกเร้าอารมณ์อย่างเดียว "ด่านซ้ายชายแดน แม้นเมืองหน้าด่าน ตํารวจทหาร พลีชีพป้องแดนสยาม ท่านกินไข่ดาวหมูแฮม ผมกินข้าวแห้งแช่น้ำ นั่งเวรอยู่ยามมันหนาว"

          บทเพลงนี้ยังต้องการบอกคนเมืองให้ทราบว่า มันเกิดอะไรขึ้นในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ซึ่งเวลานั้น มี "คนสวมหมวกดาวแดง" มุ่งหมายพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินด้วยกำลังอาวุธ

          ทำนองเดียวกัน พ.ศ.ปัจจุบัน คนเสื้อแดงในชนบท เพียงต้องการแสดงออกทางการเมืองตามกระบวนการประชาธิปไตย คนเมืองก็ต้องเข้าใจในประเด็นเหล่านี้ ถ้ายังขืนสวมแว่นขาว-ดำแบบยุคสงครามเย็น มองเพื่อนร่วมชาติเป็น "คนอื่น" ก็จะทำให้เกิดการชิงชังกันโดยใช่เหตุ

          ยกตัวอย่างเพลงลูกทุ่งอีสานยุคปัจจุบัน ซึ่งมักพูดถึงการใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาวชาวชนบท ที่สื่อสารสัมพันธ์กันด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือผ่านช่องทีวีดาวเทียม นักวิจารณ์เพลงคนชั้นกลางมักหยามหยันว่า เป็นเพลงตลาด ไม่มีอะไรใหม่ ร้อยเนื้อทำนองเดียว

          แต่นักวิจารณ์พวกนั้น มิรู้ว่านี่เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิธีคิดคนบ้านๆ ซึ่งนักแต่งเพลงลูกทุ่งได้บอกเตือนผ่านเสียงเพลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานจากเมืองกลับบ้านนอก รวมถึงการกำเนิด "นายห้าง ป.4" มากมายในหมู่บ้าน

          พวกเขายังดำรงชีพอยู่ในภาคการเกษตร แต่การใช้ชีวิตกลับวิ่งตามกระแสวัฒนธรรมบริโภคนิยมของคนเมืองและมันได้แสดงผลออกมาแล้ว เป็นคะแนนเลือกตั้ง เป็นจำนวน ส.ส.ครึ่งค่อนสภา
ได้โปรดเถิดนักเคลื่อนไหวทั้งหลาย อย่าปลุกระดมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งสีแบ่งภาค จนลืมไปว่าโลกใบนี้ มันเปลี่ยนไปแล้ว

 

โดย...บรรณวัชร