
ลุมพินี...สารคดีน่าดู
หลายครั้งที่เราเห็นหนังดีๆ ที่ค่ายยักษ์เมิน โรงหนังใหญ่ไม่สน ขณะที่หนังจำนวนไม่น้อยที่ถูกปฏิเสธ กลับคว้ารางวัลและสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับโลกมาแล้ว
เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย กระนั้นก็มีหนังหลายเรื่องที่มาจากค่ายหนังอิสระ ที่ "นายทุน" บางคนเข้าใจ และหาเวทีให้
อย่างกลุ่มโรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า และนิตยสาร BIOSCOPE เปิดตัวภาพยนตร์สารคดีขนาดยาว เรื่อง “ลุมพินี” ผลงานกำกับของ ชิระ วิชัยสุทธิกุล ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ฮ่องกง 2011
ว่ากันถึง “ลุมพินี” สารคดีที่ถือเป็นลมหายใจของ "มวยไทย" กีฬาที่เหมือนเป็นเหรียญสองด้าน ซึ่งก็แล้วแต่คนมอง... จะมองเป็นความรุนแรง หรือความงดงามทางศิลปะก็ได้
สำหรับเรื่องนี้ ทำให้เห็นภาพชีวิตเด็กกลุ่มหนึ่งที่ได้เข้ามาสัมผัสมวยไทยด้วยความลุ่มหลง ทะเยอทะยาน และจินตนาการบริสุทธิ์ พอๆ กับอีกด้านที่เข้ามาเพราะพ่อแม่มาฝากให้เรียนมวย เพราะสุดจะทนกับความเกเร หรือเป็นเด็กเร่ร่อนฐานะยากจน ติดยา ต้องคดีลักเล็กโขมยน้อย บางคนมองมวยไทยเพียงแค่ทางเลือกสุดท้าย
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ถิ่นกำเนิดของ "พุฒ ล้อเหล็ก" ยอดมวยไทยผู้เป็นตำนานตลอดกาลของคนไทย
เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า "สูงศักดิ์" อดีตนักมวยเพื่อนร่วมรุ่นกับพุฒ ล้อเหล็ก ภายหลังจากไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพการชกมวย เขาจึงหาสิ่งทดแทนโดยตั้งค่ายมวยชื่อ “ศักดิ์นิรันดิ์รัตน์” หรือ “ช. ณ พัทลุง” ซึ่งเป็นชื่อสกุลของภรรยาเขา ค่ายมวยเล็กๆ ซึ่งอยู่ท่ามกลางสวนยางพารา สูงศักดิ์ตั้งความหวังที่จะสร้างยอดมวยไทยจากบ้านนอก เพื่อไต่อันดับขึ้นชกกับนักมวย และความฝันอันยิ่งใหญ่คือเข็มขัดแชมเปี้ยนมวยไทย ณ เวทีลุมพินี
สูงศักดิ์ต้องแบกภาระอย่างหนักกับการเลี้ยงดูเด็กๆ ที่ทยอยเข้าสู่ค่าย
เด็กๆ ถูกโชคชะตาพัดพาให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน เกิดเป็นสังคมเล็กๆ ที่มีทั้งมิตรภาพและความขัดแย้ง โดยมีสูงศักดิ์เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ
ที่ค่ายมวยแห่งนี้จึงไม่ต่างอะไรกับโรงเรียนดัดสันดาน หรือสถานบำบัดทางจิต โดยมีความเข้มงวดและความเมตตา การเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักมวยของเด็กๆ ไม่เป็นเพียงเป็นชีวิตที่เกิดใหม่ แต่พวกเขาได้มองเห็นความหวัง การชกมวยได้นำพวกเขาสู่ความฝัน ในความฝันของแต่ละคนแม้จะดูเล็กน้อยและไร้เดียงสา แต่สำหรับพวกเขาแล้วมันยิ่งใหญ่เกินพอ ที่เริ่มต้นมาจากความว่างเปล่า
นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความงามในความดุดันจากหมัดมวย ยังมีภาพยนตร์เรื่อง Breakfast Lunch Dinner ผลงานกำกับล่าสุดของ อโนชา สุวิชากรพงศ์ ภายใต้โครงการ Indie Spirit เป็น 2 เรื่องที่อยากจะแนะนำให้ได้ดูกัน
โดยมีโปรแกรมฉายเรื่องละ 1 รอบต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 8-20 กรกฎาคมนี้ ที่โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราคาเดียว 120 บาท สนใจสอบถามที่ SF Call Center (02) 268 - 8888 และ www.sfcinemacity.com
เรื่องดีๆ อย่างนี้ จึงอยากบอกต่อให้ทราบค่ะ
นันทพร ไวศยะสุวรรณ์



