
มองผ่านเลนส์คม - โทรภาพ 2011
การเลือกตั้งผู้แทนฯ ที่เพิ่งผ่านไป มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ทุกกลุ่มการเมืองเปิดแนวรบ "สงครามสื่อ" อย่างคึกคัก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ สงครามสื่อที่มีลักษณะ "กระบอกเสียง" หรือ "โฆษณาชวนเชื่อ"
ภาพข่าวที่ผ่านจอทีวีดาวเทียมในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ คล้ายกับนิยายคลาสสิกในจินตนาการของ "จอร์จ ออร์เวลล์" เรื่อง 1984 (หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่)
จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนนิยายเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1948 มีเนื้อหาจินตนาการถึงโลกในยุครัฐสามเส้าอำนาจ ที่ทำสงครามต่อสู้กัน นัยว่าเป็นการเขียนล้อสถานการณ์การเมืองยุคสงครามเย็น ที่มีการแบ่งออกเป็นโลกเสรีประชาธิปไตย กับโลกเผด็จการคอมมิวนิสต์
เนื้อหาหลักของนิยาย 1984 โฟกัสไปรัฐแห่งหนึ่ง ที่มีตัวแทนของรัฐคอยจับตาดูผู้คนในรัฐอยู่ตลอดเวลาผ่านทางจอภาพ หรือ "โทรภาพ" โดยจอภาพนี้ จะมีไว้ฉายภาพข่าวโฆษณาชวนเชื่อ และประกาศต่างๆ และยังจับภาพการเคลื่อนไหวของผู้คนในสังคม โดยมีคนคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา
ผู้ที่ทำหน้าที่จับตาพฤติกรรมประชาชนในรัฐนั้น เป็นรูปชายวัยกลางคนไว้หนวด มีชื่อว่า "บิ๊กบราเธอร์"
ตัวละครใน 1984 จะถูกบงการโดยรัฐ และรัฐเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง โดยทำให้ประชาชนอยู่ในความควบคุม ทั้งจากจอภาพ จากการเรียนรู้ และจากแนวคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก
เข้าใจว่าผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ ตั้งใจจะประชดประชันระบอบสังคมนิยม หรือเผด็จการคอมมิวนิสต์ ในโซเวียต และบางประเทศในยุโรปตะวันออก
จำได้ว่า นักวิชาการฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ได้นำนิยายเรื่อง 1984 มาเปรียบเทียบกับการควบคุมประชาชนโดยรัฐ และเปรียบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นบิ๊กบราเธอร์
ถัดมา หลังรัฐประหาร 19 กันยา นักวิชาการฝ่ายต้านเผด็จการ ก็เขียนบทความวิจารณ์การควบคุมความคิดและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่า ไม่ต่างอะไรกับนิยาย 1984 พร้อมกับมองว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ เปรียบเช่นบิ๊กบราเธอร์
สรุปว่า การโฆษณาชวนเชื่อโดยรัฐเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง และสมควรคัดค้านพฤติกรรมดังกล่าว
แต่ที่ผ่านมา จากการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภา รวมถึงช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ไม่มีใครนึกถึง "บิ๊กบราเธอร์" ที่ไม่ใช่ผู้นำการเมือง
บิ๊กบราเธอร์ พ.ศ.ปัจจุบัน มาจากการต่อสู้บนท้องถนน และมีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อเป็นอาวุธทางการเมือง
"โทรภาพ" (เอกชน)ที่ขับเคลื่อนงานการเมือง 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็น่าเกรงขามไม่แพ้โทรภาพของบิ๊กบราเธอร์ ในจินตนาการของจอร์จ ออร์เวลล์
เนื่องจากถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อของบิ๊กบราเธอร์ ที่ถูกสื่อสารออกไปนั้น มีอิทธิพลทางความคิดสูงมาก และปลุกเร้าให้ผู้คนเดินไปตามแนวทางที่ตัวเองกำหนดได้
"โทรภาพการเมือง" ที่ไม่ใช่สื่อของรัฐ เติบโตอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกกระจายตัวอยู่ในทั่วประเทศ และมีกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน
"โทรภาพการเมือง" ที่ไม่ใช่สื่อของรัฐ ในอีกด้านหนึ่งมีมิติทางการตลาด เหมือนเครือข่ายธุรกิจขายตรง ที่อาศัยทีวีดาวเทียมเป็นสื่อกลางในการประสานงาน และโฆษณาชวนเชื่อขายสินค้า
ค่อนข้างแน่ชัดว่า ในชั่วโมงนี้ รัฐคุมสื่อไม่ได้อีกแล้ว และนับวันโทรภาพการเมือง จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ชิงอำนาจมากขึ้น
โทรภาพ 2011 จึงน่ากลัวกว่าโทรภาพ 1894 ตรงที่มันอยู่ใต้อิทธิพลของบิ๊กบราเธอร์เหนือรัฐ!
"แคน สาริกา"



