
คมเคียวคมปากกา - ความจริงก็คือความจริง ความจริงคนเราฆ่ากัน
เขียนต้นฉบับวันจันทร์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๒ แรม ๑๑ ค่ำ เดือนห้า (หน้าแล้ง)
ขณะเจริญใจในสวน หยอกเล่นกับหมา สนทนากับต้นไม้ พลันแว่วยินเพลงจากโทรทัศน์
“...ฝันถึงสันติภาพ อาบให้โลกงดงาม ความจริงก็คือความจริง ความจริงคนเราฆ่ากัน...”
โอ้...ใช่แล้ว “สันติภาพ” หรือ “สันติเพียบ” ของ หงา คาราวาน ไม่ได้ฟังนาน แว่วยินท่อนนี้ในวันนี้ ถึงกับอึ้งกับคำกวีที่งามและจริง โทรทัศน์ช่องนี้เขานำบันทึกการแสดงเมื่อหลายปีก่อน ครั้ง คาราวาน และคณะ เป็นตัวแทนไปแสดงดนตรีที่กัมพูชา น้าหงาของใครต่อใคร สวมแว่นดำ โพกหัวด้วยผ้าขาวม้า ขับขานเพลงแห่งสันติอย่างโหยเศร้า
การไปเยือนกัมพูชา น้าหงาน่าจะเป็นตัวแทนศิลปินที่เหมาะมากคนหนึ่ง บ้านเกิดเขาอยู่ติดดินแดนเพื่อนบ้าน ทั้งภาษาและวัฒนธรรมเหลื่อมซ้อนกันอยู่ ชนิดลิ้มรสชาติร่วมกันได้ หลายปีของสงครามและสันติภาพในดินแดนกัมพูชา หลายปีของสงครามและสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา หลายปีของสงครามและสันติภาพในดินแดนไทย กลายเป็นตำนานเล่าขานไม่รู้จบ ศิลปวัฒนธรรมมนุษยชาติร่วมรากเหง้า สามารถกล่อมเกลาขรุขระทุรกันดารได้ไม่น้อย
แต่ก็นั่นแหละ ความจริงก็คือความจริง ความจริงคนเราฆ่ากัน เขมรกับเขมรยังฆ่ากัน ไทยกับเขมรยังฆ่ากัน? ไทยกับไทยก็ยังฆ่ากัน?
กระนั้นก็เถอะ ความจริงเช่นนั้นหาใช่สิ่งพึงจำนน หัวใจผู้คนยังพึงฝันถึงสันติภาพ การหยุดยั้งสงคราม การหลีกเลี่ยงสงคราม การหาทางออกจากสงคราม ยังเป็นภารกิจของมนุษยชาติ
พลันนึกถึงเพื่อนๆ แห่ง กลุ่มสุรินทร์สโมสร ดินแดนสุรินทร์ ไม่นานมานี้ แม้ในสถานการณ์ชายแดนไม่สู้สงบ พวกเขานำคณะเจรียงและกันตรึม ไปแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่กัมพูชา เพื่อนคนหนึ่งเล่าด้วยความตื่นเต้น ชาวกัมพูชา หรือ “ขแมร์กรอม” (เขมรล่าง) หอบลูกจูงหลานมาอย่างเนืองแน่น เพื่อชมและฟังดนตรีพื้นบ้านอีสานใต้ หรือ “ขแมร์ลือ” (เขมรบน)
หลายคนถึงกับน้ำตาคลอ เมื่อได้ยินเสียงปรบมือกึกก้อง ได้เห็นคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยนาฏศิลป์ (กระทรวงวัฒนธรรม และวิจิตรศิลป์กัมพูชา) เข้ามาไหว้ ลุงดัด สังข์ขาว ลุงสุพิน เครื่องวิชา และคณะกันตรึม ด้วยความนับถือ และตื่นเต้น เนื่องจากบางเพลงได้สาบสูญไปจากกัมพูชาแล้ว เพียงฟังเพื่อนเล่า ยังขนลุก ตื้นตันใจ ด้วยเจรียงและกันตรึมนั้น แว่วอยู่ในใจเสมอ
ครับ แม้ยามบ้านเมืองไม่สงบ ศิลปวัฒนธรรม หรือดนตรีพื้นบ้าน ยังเป็นโอสถชุบชูจิตใจ ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา พาลูกเมียกลับไปเที่ยวบ้านนอก เห็นคนหนุ่มสาวชาวบ้านพาคณะผ้าป่าจากกรุงเทพฯ ทำบุญฉลองศาลาวัดหลังใหม่ สนุกสนานบานใจทั้งเด็กเล็กหนุ่มสาวเฒ่าแก่ ไม่มีสีเหลืองสีแดง โดยมีมหรสพทั้งกลางวันกลางคืน นอกจากหมอลำ ยังมีเจรียงและกันตรึม
ระหว่างนั้น ในกรุงเทพฯ เกิดจลาจลเป็น “สงกรานต์ไฟ” มีการเผาบ้านเผาเมือง แทนการเอาบ้านเอาเมือง ทั้งยังขู่แบบเจ้าอารมณ์ เจ้าคิดเจ้าแค้น ไร้สติ จะให้ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนเป็นยิ่งกว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพียงแค่คนกลุ่มหนึ่งไม่สมประโยชน์ทางการเมือง?
ในวันนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับงานบุญ เหมือนไม่รับรู้อะไรเกิดขึ้น ขณะผมเฝ้าติดตามข่าวทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ ปากต่อปาก บางทีลองเงี่ยหูฟังชาวบ้านบางกลุ่มพูดคุยกัน ได้กลิ่นแปลกๆ เหมือนกัน เช่นบางคนบอกมีคนตายจำนวนมาก จากการปราบปรามของทหาร ทั้งพระ คนแก่ และเด็ก โดยอ้างว่าคนบ้านนั้นพูด...คนบ้านนู้นเว้า...คนบ้านโน้นว่า...
แม้โดยส่วนตัวไม่เชื่อ แต่ข่าวลือมักมีฤทธิ์เดชของมันเสมอ ชาวบ้านส่วนไม่น้อยถึงไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยตรง แต่เขาติดตามผ่านข่าวลือ ติดตามผ่านหัวคะแนนนักการเมือง กระทั่งอาจได้ยินการขยายความคำพูดข้ามประเทศของนักโทษหนีคดีผู้คิดเผาบ้านตัวเอง
ครับ ศุกร์หน้าเล่าต่อ ชาวอีสานวันนี้ใครว่าเชย? ติดจานดาวเทียมแทบทุกบ้านแล้วครับท่าน...นอกจากดู “แฟนทีวี” แบบแกรมมี่ๆ ยังได้ดู “ดี - สเตชั่น” แบบแดงๆ อีกต่างหาก...
นั่นนะสิ ฝ่ายข้อมูลข่าวสารของรัฐ มิอาจเชยกว่าชาวบ้าน มิอาจประมาทข่าวลือ!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



