บันเทิง

มองนอกดูใน - พุทธสาวิกากับการสงเคราะห์โลก

มองนอกดูใน - พุทธสาวิกากับการสงเคราะห์โลก

15 มิ.ย. 2554

เช้าวันอาทิตย์วันที่ 12 มิถุนายน แม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่รถราบนท้องถนนในหลายพื้นที่ก็ติดขัด เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่เช้า ไม่เว้นถนนหลายสายที่มุ่งสู่เสถียรธรรมสถาน ทว่าในเช้าวันนั้น บริเวณโดยรอบของเสถียรธรรมสถานแม้จะครึ้มฟ้า ก็หามีสายฝนโป

  วันนั้น เสถียรธรรมสถานเปิดบ้านต้อนรับนักบวช ฆราวาส ชายหญิง ผู้เข้าร่วมประชุม และผู้เข้าร่วมเวิร์กชอป กว่า 2,000 ชีวิต ในการประชุมนานาชาติศากยธิดาเพื่อพุทธสาวิกา ครั้งที่ 12 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลอง “พุทธชยันตี” 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่มีพระชนมายุครบ 84 พรรษา  โดยมีแนวคิดหลักของการประชุมคือ “มรรคาสู่การหลุดพ้น” (Leading to Liberation)
 
 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุมฯ  และก่อนเสด็จพระดำเนินกลับ ได้ฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการจากองค์กรภาคีของแต่ละประเทศด้วย

 จากนั้น ได้มีเสวนาเรื่อง “พุทธสาวิกาในประเทศไทย” (Buddhist Women of Thailand) ได้แก่ สถาบันสงฆ์ไทยกับบทบาทการศึกษาของพุทธสาวิกา โดย พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) รศ.ดร. รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, สถาบันแม่ชีไทย โดย ท่านแม่ชีประทิน ขวัญอ่อน ประธานสถาบันแม่ชีไทย, พุทธสาวิกาในวิถีแห่งการปฏิบัติ โดย ท่านแม่ชีอารีย์ เกียรติทับทิว สำนักปฏิบัติธรรมแม่ชีเขาภูหลวง และ พุทธสาวิกากับการสงเคราะห์โลก โดยข้าพเจ้าและนี้คือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในบ่ายวันนั้น เกี่ยวกับ พุทธสาวิกากับการสงเคราะห์โลก

 “พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งไว้ว่า ‘ธิดาของเราเป็นผู้มีปัญญามาก ฉลาดในทางและไม่ใช่ทาง’ เราผู้เป็นศากยธิดา หรือเป็นธิดาของพระองค์ เราต้องใช้ปัญญาและความฉลาดนั้น ต้องสังเกตการทำงานของพระองค์ ประเด็นที่จะยกมาพูดในคราวนี้คือ ‘ทำไมพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงตรัสรู้แล้วไม่เคยทอดธุระในการสงเคราะห์โลกเลย’  เราจะเห็นว่าพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย  หรือพระอริยเจ้าทั้งหลาย  หรือผู้ที่กำลังเดินทางที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่อยู่บนมรรคาสู่ความหลุดพ้น เป็นผู้ที่ถือคติอันเดียวกันคือสงบเย็นและเป็นประโยชน์  การที่เราเอาความสงบเย็นออกไปรับใช้โลก จะเป็นการทำงานที่ยั่งยืน การสงเคราะห์ที่ยั่งยืน

 “การสงเคราะห์ที่ยั่งยืนเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปัจเจก คือสงบเย็นและไม่ปิดกั้นการเป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือบุคคลองค์กรที่เรารู้จัก รวมถึงการที่เราต้องพร้อมที่จะสร้างทีม โดยบวกกับบุคคลที่มีความสามารถอันหลากหลายที่เสมอกันด้วยสัมมาทิฏฐิ การสงเคราะห์นั้น พระบรมศาสดารับสั่งไว้ว่า การสงเคราะห์ไม่ได้หมายถึงการให้เงิน ให้ทอง ให้ปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการทำงานอย่างมีกรุณาด้วยมโนกรรมที่ลึกซึ้งที่จะเข้าใจในความทุกข์ และถ่ายถอนความทุกข์ของผู้อื่น การสงเคราะห์ที่ถูกต้องจะต้องเป็นการสงเคราะห์ และทำงานแบบคนที่ไม่ผลักคนตกเหว คือไม่ให้อย่างชนิดที่ทำให้ผู้รับพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ชนิดที่ทำให้ผู้รับกลายเป็นคนงอมืองอเท้า

 “การประชุมนานาชาติศากยธิดาเพื่อพุทธสาวิกาครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นสนามสอบของพวกเราทกคน เพราะถ้าใครเข้ามาทำงานนี้ ด้วยความอหังการว่า เราจะนำความสามารถของเรามาเพื่อช่วยเหลือคนอื่น เอาไปให้คนอื่น เราอาจจะอหังการเกินไป เพราะเราจะเข้าไปครอบงำผู้อื่นโดยเอาประสบการณ์บางอย่างของเราไปใช้ ที่จริงแล้วการเรียนรู้ของจิตอาสา อาสาสมัคร ต้องเป็นจิตที่ขอบคุณงาน ต้องขอบคุณงานที่ให้โอกาสเราลดตัวตน ให้โอกาสเราเรียนรู้กับการที่เฝ้าสังเกตตัวเองอย่างมีสติว่า จังหวะไหน ควรทำอย่างไร ควรให้อย่างไร และการให้อย่างมีความเคารพนั้นเป็นเช่นไร 

 “เราขอบคุณอาสาสมัครตัวตนเล็กทุกคน ที่ทำให้งานนี้ศักดิ์สิทธิ์ มีจิตที่ไม่ขุ่นมัว และพร้อมที่จะยกสถานภาพทางจิตวิญญาณให้เป็นอิสระ เมื่อเราพร้อมต่อการสงเคราห์อย่างสงบเย็น  ในฐานะของปัจเจกแล้ว เราก็พร้อมที่จะไหลรินความสงบเย็นและการสงเคราะห์อย่างมีปัญญา ไปสู่โลก ประโยชน์จึงเพิ่มเป็นทวีคูณ และสร้างกระแสแห่งการสงเคราะห์เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ ไม่ใช่เพราะอยากทำ”
         ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต"