โควิด-19

จ่อวิกฤต โควิด "โอไมครอน" ติดเชื้อพุ่งกลาง เม.ย. ผู้ป่วยอาการหนักสูงสุด พ.ค.

จ่อวิกฤต โควิด "โอไมครอน" ติดเชื้อพุ่งกลาง เม.ย. ผู้ป่วยอาการหนักสูงสุด พ.ค.
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

จ่อวิกฤต สธ.ระบุ โควิด "โอไมครอน" ติดเชื้อพุ่งกลาง เม.ย. ผู้ป่วยอาการหนักสูงสุด ต้น พ.ค. ระลอกนี้ชัด ติดเชื้อในคนวัยทำงาน เด็กติดเชื้อเพิ่ม แต่ความเสี่ยงอยู่ที่คนสูงอายุ

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงรายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย ว่า การเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 3 มีนาคม 2565 พบว่า ขณะนี้เป็นการแพร่ระบาดของเชื้อ "โอไมครอน" หรือ "โอมิครอน" เกือบทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเฉลี่ย 14 วัน อยู่ที่ 21,966 ราย

 

 

นพ.โสภณ กล่าวว่า ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อที่กำลังเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีผู้ป่วยอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย แม้เชื้อ "โอไมครอน" ก่อให้เกิดความรุนแรงของโรคน้อยกว่าเชื้อ "เดลตา" แต่ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อที่มากขึ้น จึงทำให้จำนวนผู้ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ด้วยอาการที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ เพิ่มขึ้นตามด้วย ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบค่อนข้างสูง ประมาณ 1.5 เท่า ส่วนผู้ป่วยที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจก็เพิ่มขึ้น 2 เท่า จากเดิมที่อยู่ในโรงพยาบาล 184 ราย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม เพิ่มขึ้นเป็น 337 ราย เช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตก็ขยับเพิ่มขึ้น แต่อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตยังน้อยกว่าเชื้อเดลตา 

 

ทั้งนี้ ยังมีผู้สูงอายุ-กลุ่มเสี่ยง ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้สถานการณ์ของผู้เสียชีวิตยังเพิ่มอยู่ สำหรับสถานการณ์ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจ ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากเส้นสถานการณ์จริงกำลังขยับสูงขึ้น ในฉากทัศน์ มีโอกาสขึ้นไปเป็นฉากทัศน์ที่สูงสุดได้ ขอให้ช่วยปฏิบัติตามมาตรการ รวมทั้ง ฉีดวัคซีนป้องกันอาการรุนแรง คาดว่า จุดสูงสุดของการระบาด ที่ทำให้เกิดผู้ป่วยอาการรุนแรงจะอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้

 

 

นพ.โสภณ กล่าวว่า ดูตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ พบว่า อยู่ในระดับความเสี่ยงที่จะพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง เส้นล่างสุดหรือ "เส้นสีเขียว" จะไม่เป็นจริงแล้วในเวลานี้ หากดูจากการเพิ่มของผู้ติดเชื้อในไทย ซึ่งมีโอกาสเป็นเส้นของ "สีเหลือง" และ "สีแดง" ถ้าเป็นเส้นสีเหลืองจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มน่าจะอยู่ประมาณ 50,000 กว่าราย ในช่วงหลังสงกรานต์ ประมาณวันที่ 19 เมษายน 2565 แต่หากไม่สามารถคงมาตรการที่เข้มงวดได้ ก็อาจจะมีโอกาสที่จะมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 50,000 รายต่อวัน แต่เชื่อว่า ถ้าเราสามารถจัดการสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ ก่อนถึงสงกรานต์ เราจะเห็นจุดสูงสุดของการระบาดก่อนหน้านั้นได้

นพ.โสภณ กล่าวว่า การติดเชื้อในกลุ่มที่มีสัดส่วนสูงมากในขณะนี้ คือ วัยทำงาน ช่วงอายุ 20-29 ปี คิดเป็นอัตราป่วยต่อ 100,000 ประชากร ประมาณ 1,370 ราย , รองลงมาคือ ช่วงอายุ 30-39 ปี การติดเชื้อในเด็กสูงขึ้น หากเปรียบเทียบกับระลอกก่อนหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ในเด็กในช่วง 0-2 ปี ติดเชื้อร้อยละ 2.4 , วัย 3-4 ปี ติดเชื้อร้อยละ 1.8 , วัย 5-11 ปี ติดเชื้อร้อยละ 7.6  และวัย 12-17 ปีติดเชื้อร้อยละ 6.6 ซึ่งสูงกว่าการระบาดในรอบที่แล้ว แต่กลุ่มอายุ 5-11 ปีนี้ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ ก็จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและลดการแพร่เชื้อในครอบครัวได้

 

 

"กลุ่มที่มาแรงคือ ช่วงอายุ 10-19 ปี และ 0-9 ปี ซึ่งเป็นเด็กวัยเรียน แต่การติดเชื้อมากในกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลให้ป่วยหนักและเสียชีวิต แต่เมื่อดูอัตราป่วยตาย พบว่า เมื่อเกิดระบาด ทำให้ผู้สูงอายุติดเชื้อเพิ่มขึ้น"

 

 

นพ.โสภณ กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้สูงอายุเอง มีอัตราการติดเชื้อน้อยกว่าคนหนุ่มสาว แต่มีอัตราการตายสูงกว่า โดยกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป หากติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 3 , ถ้าอายุ 60-69 ปี มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 0.62 ส่วนอายุ 50-59 ปี มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 0.21 ซึ่งกลุ่มนี้ก็จะเริ่มมีโรคประจำตัวแล้ว เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลละเอียดขึ้น พบว่าผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ในช่วงวันที่ 1 มกราคม -  28 กุมภาพันธ์ เสียชีวิตแล้วกว่า 928 ราย  ในจำนวนนี้ไม่มีประวัติการรับวัคซีน จำนวน 557 ราย คิดเป็นร้อยละ 60 , รับวัคซีน 1 เข็ม จำนวน 77 ราย คิดเป็นร้อยละ 8 , รับวัคซีน 2 เข็ม จำนวน 271 ราย คิดเป็นร้อยละ 29 และรับวัคซีน 3 เข็มขึ้นไป จำนวน 23 ราย คิดเป็นร้อยละ 2 เมื่อเทียบข้อมูลของผู้สูงอายุ คนที่ได้รับวัคซีนและไม่ได้รับวัคซีน พบว่า มีผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับวัคซีนประมาณ 2.17 ล้านราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 557 ราย คิดเป็นอัตราเสียชีวิตต่อล้านคนเท่ากับ 257 ราย , ผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีน 1 เข็ม มีประมาณเกือบ 600,000 ราย เสียชีวิตไป 77 ราย คิดเป็นอัตรา 133 รายต่อล้านคน , ผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม มีประมาณ 6.25 ล้านราย เสียชีวิตไป 271 ราย คิดเป็นอัตรา 43 รายต่อล้านคน ซึ่งเป็นอัตราเสียชีวิตที่ลดลง 6 เท่า แต่ถ้าผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีน 3 เข็ม ในขณะนี้มีประมาณเกือบ 3.70 ล้านราย เสียชีวิตไป 23 ราย คิดเป็นอัตรา 6 รายต่อล้านคน เป็นอัตราเสียชีวิตที่ลดลง 41 เท่า ดังนั้น  หากได้รับเข็ม 2 ครบแล้วเกิน 3 เดือน ให้ไปฉีดบูสเตอร์ โดส หรือวัคซีนเข็ม 3 เพื่อลดอัตราการเสียชีวิต

 

 

นพ.โสภณ ย้ำว่า หากจะช่วยกันดูแลผู้ใหญ่ในบ้าน การให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และพาผู้สูงอายุมารับวัคซีนก่อนช่วงสงกรานต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งโดยปกติผู้สูงอายุที่อยู่ต่างจังหวัด จะมีลูกหลานไปเยี่ยมช่วงสงกรานต์ เมื่อปีที่แล้ว มีหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียผู้สูงอายุ จากการที่ลูกหลานไปเยี่ยม พร้อมกับนำเชื้อโควิด-19 ไปด้วย เหตุการณ์แบบนี้ เราไม่อยากให้เกิดขึ้นในปีนี้ ผู้สูงอายุต้องได้รับวัคซีนก่อนสงกรานต์ ลูกหลานไปเยี่ยมได้อย่างสบายใจ และลูกหลานเองก็ต้องรับวัคซีนด้วย และตรวจดูว่าไม่มีอาการ หรือพบเชื้อ
 

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด