โควิด-19

ไทยเร่งฉีด "วัคซีนเข็ม 3" หลังเด็กนักเรียนติด "โอไมครอน" มากขึ้น

สธ. เผยข้อมูล เด็กนักเรียนติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์ "โอไมครอน" มากขึ้น เร่งดำเนินการฉีด "วัคซีนเข็ม 3" ป้องกันโควิด-19

วันนี้ 7 ก.พ. 65 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค ร่วมกับ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา ร่วมแถลงการณ์กรณี สถานการณ์โควิด-19 และผลการศึกษาประสิทธิผลของ "วัคซีนโควิด"

 

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า วันนี้จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบและผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจยังคงมีจำนวนคงตัว ส่วนผู้เสียชีวิตมีรายงานน้อยลง ซึ่งมี 12 ราย เป็นกลุ่มเสี่ยง 608 ทั้งหมด และยังไม่ได้รับ "วัคซีนเข็ม 3" จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนให้ความร่วมมือในการฉีดเข็มที่ 3 เพื่อป้องกันอาการป่วยหนักและเสียชีวิต

สำหรับผลการศึกษาประสิทธิผล "วัคซีนโควิด" จากการใช้งานจริงว่าจากข้อมูลในระดับประเทศ เดือน ก.ค.-ธ.ค. ปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเจอการระบาดของสายพันธุ์เดลตา ประสิทธิผลการป้องกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 จะเพิ่มประสิทธิภาพของการป้องกันการติดเชื้อสูงขึ้น โดยสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ถึง 94% และป้องกันการป่วยหนัก-เสียชีวิตได้ 98%

 

ซึ่งเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ที่ 65% และป้องกันป่วยหนัก-เสียชีวิต ได้ 88% แสดงให้ว่า การฉีดวัคซีน 2 เข็มยังกันป่วยหนักและเสียชีวิตได้อยู่แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ จึงจำเป็นที่ต้องฉีดเข็ม3เพื่อป้องกันโควิดโดยเฉพาะสายพันธุ์ "โอไมครอน"

 

ทั้งนี้การฉีดวัคซีน 2 เข็ม ยังไม่สามารถป้องกันเชื้อโควิดสายพันธุ์ "โอไมครอน" ได้ ต้องได้รับการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 หรือเข็มที่ 4 ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงควบคุมการแพร่ระบาด อีกทั้งมาตรการการฉีดวัคซีนยังคงเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญอย่างมากในการเร่งระดมฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยอาการหนักและเสียชีวิต

 

โดยจากการเก็บข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ระลอกเดือนมกราคม พบว่าในกลุ่มเด็กแรกเกิดอายุ 0-9 ปี และ 10-19 ปี มีจำนวนการติดเชื้อ "โอไมครอน" ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อเริ่มระบาดในกลุ่มเด็กนักเรียน โดยในวันนี้กลุ่มเด็ก 0-9 ปี อยู่ที่ 10.4% เห็นได้ว่ามีการระบาดในกลุ่มเด็กเล็กมากขึ้น ส่วนมากในกลุ่มนักเรียนจะมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ

 

 

ซึ่งตอนนี้ก็มีการเร่งฉีด "วัคซีนโควิด" แก่เด็กอายุ5 ขวบขึ้นไป ส่วนกลุ่มอายุ 10-19 มีเปอร์เซ็นต์ติดเชื้ออยู่ที่ 13.2% ส่วนปัจจัยเสี่ยงเกิดจากการสัมผัสผู้ใกล้ชิด 47.3 % และเดินทางไปในสถานที่เสี่ยง 48.8% แต่อย่างไรก็ตาม นพ.จักรรัฐยืนยันว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังคงเป็นไปตามการคาดการณ์

ข่าวยอดนิยม