
เปิดโควต้า ปชป.คุม 3 กระทรวง 4 รมช.
เปิดโควต้า ปชป.คุม 3 กระทรวง 4 รมช.
กิจกรรมการ "ส่งเทียบเชิญ" บางคนเรียก "ยกขันหมาก" ไปสู่ขอ 2 พรรคการเมืองขนาดกลางให้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐนั้น เป็นสัญญาณว่าการเจรจาต่อรองเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ข้อยุติระดับหนึ่งแล้ว แต่ปัญหายังติดอยู่ที่ "กลุ่มสามมิตร" ซึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐเอง
มีรายงานว่าการเจรจาตกลงแบ่งกระทวงให้พรรคการเมืองขนาดกลางรับผิดชอบหลังตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีพรรคละ 7 ตำแหน่งเท่ากัน แยกเป็นรัฐมนตรีว่าการพรรคละ 3 กระทรวง รวม 6 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วยว่าการพรรคละ 4 ตำแหน่งมีรายงานว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ กระทรวง พม. ส่วนพรรคภูมิใจไทยได้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแต่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการบางกระทรวงที่ตกลงกันแล้วในขณะนี้ ยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก เนื่องจากมีกระแสความไม่พอใจจาก "กลุ่มสามมิตร" ภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการเก้าอี้ใหญ่ในกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรฯ ให้กับ 2 แกนนำสำคัญ คือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจแกนนำพรรคพลังประชารัฐเองยอมรับกับ "เนชั่นทีวี" ว่า ปัญหาความปั่นป่วนในสภาผู้แทนราษฎรช่วงเลือกประธานสภาที่มีการเสนอเลื่อนประชุม และช่วงเลือกรองประธานสภาคนที่ 1 ที่มีคะแนนไปเติมให้ฝั่งพรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วมนั้น มาจากปัญหานี้จริง แต่ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐไม่มี "งูเห่า" ทั้งยังสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ถึง 270 เสียง ไม่ใช่แค่ 253 เสียงตามที่เป็นข่าว / และคาดว่าจะเคลียร์ปัญหาทั้งหมดได้หลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นช่วงตั้งรัฐบาลและวางตัวรัฐมนตรีจริงๆความปั่นป่วนในสภาผู้แทนราษฎร และการตกลงตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือนนับจากวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง สะท้อนว่าพรรคพลังประชารัฐมีปัญหารุมเร้าทั้ง "ศึกใน" และ "ศึกนอก"ในส่วนของ "ศึกนอก" พรรคพลังประชารัฐต้องเจอเกมต่อรองของพรรคการเมืองที่มีความช่ำชองและผ่านร้อนผ่านหนาวในเวทีการเมืองมามากกว่า ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ทำให้ต้องกระจายกระทรวงสำคัญหลายกระทรวงไปให้พรรคการเมือง 2 พรรคนี้ ซึ่งเมื่อต้องเสียกระทรวงสำคัญ ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาภายในพรรค เพราะเป็นกระทรวงที่แกนนำกลุ่มมุ้งต่างๆ ภายในพรรคจับจองเอาไว้เหมือนกันพรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคตั้งใหม่ และรวบรวมอดีต ส.ส.รุ่นใหญ่จากพื้นที่ต่างๆ มาอยู่รวมกัน ทำให้มีหลายกลุ่มหลายมุ้ง เช่น กลุ่มสามมิตร กลุ่ม กปปส. กลุ่ม กทม. แต่ละกลุ่มก็ยังมีก๊วนย่อยๆ แถมไม่ค่อยถูกกัน ขณะที่แกนนำพรรคที่มีอำนาจบริหารภายในพรรคจริงๆ ตามกฎหมาย กลับไม่มีโอกาสได้เข้าสภา โดยเฉพาะกลุ่ม 4 อดีตรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค และ นายกอบศักดิ์ ฟูตระกูล โฆษกพรรค ทำให้ไร้อำนาจต่อรองนอกจากนี้ยังมีแกนนำนอกพรรคที่ไม่ได้ร่วมหอลงโลงกับคนในพรรคอย่าง "แกนนำ คสช." อีกด้วย แต่กลับมีอิทธิพลกับพรรคสูงมาก พรรคต้องเกลี่ยตำแหน่งรัฐมนตรีให้แกนนำเหล่านี้ ทั้ง "บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ "บิ๊กป๊อก" พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ทำให้การจัดสรรตำแหน่งยากยิ่งขึ้นไปอีกจากปัญหาทั้งหมดนี้ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าแม้พรรคพลังประชารัฐจะตั้งรัฐบาลสำเร็จ แต่ก็น่าจะเป็นรัฐบาลอายุสั้น เพราะเสียงสนับสนุนปริ่มน้ำ และมีสารพัดปัญหาภายใน



