
เปิดขบวนการเงินกู้นอกระบบ ดอกสุดโหด หลวมตัว
เปิดขบวนการเงินกู้นอกระบบ ดอกสุดโหด หลวมตัว
สำหรับคดีพ่อฆ่ายกครัวลูก 2 คนและภรรยาคาบ้านย่านมีนบุรี-คลองสามวา เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ตำรวจพบมูลเหตุจูงใจจากความเครียดเรื่องหนี้นอกระบบที่ นายณัฐศักดิ์ คำเขิน ผู้เป็นพ่อ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราสูงถึง 8,000 บาทต่อวัน
"เนชั่นทีวี" ได้ข้อมูลจาก "ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม" พบว่ารูปแบบของเงินกู้นอกระบบ มี 3 ประเภทใหญ่ๆ คือประเภทแรก "เงินกู้รายวัน" หรือที่เรียกว่า "ดอกลอย" คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2-5 ต่อวัน มีแก๊งที่เรียกว่า "แก๊งหมวกกันน็อค" มาเรียกเก็บดอกจากลูกหนี้เป็นรายวัน ถ้าไม่จ่ายก็จะรุมทำร้าย ข้อมูลที่น่าตกใจก็คือ ดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับเจ้าหนี้ จะไม่ตัดเงินต้น คือคิดดอกเบี้ยแยกต่างหาก ช่องทางเดียวที่จะหลุดหนี้ได้ คือต้องนำเงินต้นทั้งหมดมาชำระคืนในคราวเดียวเท่านั้นรูปแบบต่อมาคือ "เงินกู้แบบทบต้นทบดอก" คือแม้การผ่อนชำระจะตัดทั้งต้นทั้งดอก แต่ดอกเบี้ยสูงมาก อยู่ในอัตราร้อยละ 20 ถึง 24 ต่อวัน วิธีการจ่ายดอก ไม่จ่ายเป็นรายวัน แต่ให้ชำระเป็นงวด เมื่อคิดสะระตะแล้ว ดอกเบี้ยของเงินกู้ประเภทนี้สูงถึงร้อยละ 300 ต่อปีและสดท้าย คือ รูปแบบเงินกู้นอกระบบที่เป็นการ "อำพรางการกู้ยืมเงิน" มีการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่ออำพรางการกู้เงินที่คิดดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด (กฎหมายกำหนดไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี) เช่น ซื้อทองคำ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่าง มีทั้งแบบได้ของไปจริงๆ และไม่ได้ของ คือทำสัญญาเงินกู้ปลอมเฉยๆนอกจากนั้น รูปแบบของเงินกู้นอกระบบในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาค มีความแตกต่างกันไป โดยในภาคเหนือจะนิยมใช้รูปแบบการจัดตั้งเป็นบริษัทลิสซิ่งต่างๆ และเปิดให้กู้เงิน ส่วนภาคอีสาน กลุ่มนายทุนจะใช้วิธีการหลอกให้ชาวบ้านนำโฉนดที่ดินมาจำนองในการกู้ยืมเงิน อย่างที่เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่จริงๆ แล้วทำเป็น "นิติกรรมอำพราง" นิยมทำเป็นสัญญาขายฝาก เปิดให้ไถ่คืนได้ แต่จริงๆ คือ "ขายขาด" ไถ่คืนไม่ได้ขณะที่ภาคกลาง รูปแบบที่นิยมทำกันคือ "เงินกู้ตามเสาไฟ" ที่มีการติดประกาศให้กู้ตามเสาไฟฟ้าและตู้โทรศัพท์สาธารณะ รวมทั้งเงินกู้ตามสื่อสังคมออนไลน์ เป็นเงินกู้แบบด่วน แต่ดอกโหด และมีเครือข่ายแก๊งหมวกกันน็อคคอยตามทวงหนี้ที่ผ่านมาคุณผู้ชมน่าจะเคยได้ข่าวความพยายามของรัฐบาล คสช.ในการแก้ไขปัญหา "หนี้นอกระบบ" มีการจัดมหกรรมคืนทรัพย์สินทั้งโฉนดที่ดินและรถยนต์กันอย่างใหญ่โตหลายครั้ง แต่ปัญหานี้ก็ยังไม่หมดไปจากสังคมไทย โดยเฉพาะการกู้เงินในรูปแบบ "เงินกู้รายวัน" ที่มีการคิดดอกเบี้ยสูงสุดถึงร้อยละ 300 เหมือนกรณีของนายณัฐศักดิ์



