
เฮหรือแห้ว? ดันกัญชาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ
กัญชากลายเป็นกระแสที่สังคมจับตาเนื่องจากมีประโยชน์ในด้านการรักษาโรคได้หลากหลาย จนนำมาซึ่งนักวิชาการต่างๆ พยายามจะผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ
กัญชา แม้จะถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมายไทย แต่หากศึกษาถึงสรรพคุณของมันแล้วถือว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ ซึ่งข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่าในกัญชามีสารอยู่ 2 ตัวคือ (THC) ซึ่งเป็นสารเสพติดและมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทกับ (CBD) ซึ่งไม่ใช่สารเสพติด แต่ช่วยรักษาโรคและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ และนำไปทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ จึงไม่แปลกที่นักวิชาการหลายคนในบ้านเรา ต่างออกมาผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้มีรายได้เข้าประเทศที่มากขึ้น อีกทั้งการพัฒนาทางการแพทย์มีประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย
ผู้เชี่ยวชาญด้านกัญชารักษามะเร็ง นพ.สมยศ กิตติมั่นคง เปิดเผยว่าถ้าประเทศไทยดันกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจภายในระยะเวลาแค่ 2 ปี จะทำให้มีเงินไหลกลับเข้ามาที่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะกัญชาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องได้หลายอย่าง เช่น ยารักษาโรค หรือสามารถนำมาประกอบอาหาร ซึ่งตอนนี้โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งก็เริ่มมีแผนที่จะเปิดคลินิกกัญชารักษาคนไข้แล้ว สอดคล้องกับกรรมการสมาคมเซลล์บำบัดไทย
นพ.สมนึก ศิริพานทอง ระบุว่าการที่จะยกระดับให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจสามารถทำได้หลายแบบ เช่น กัญชาทำเป็นยารักษาโรค ส่วนนี้จะทำให้เศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น และการปลูกกัญชาตามกฎหมายในช่วง 5 ปีแรก ต้องปลูกภายใต้กำกับของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เกิดการวิจัยเพราะฉะนั้นเราสามารถเปิดเป็นนิคมอุตสาหกรรมในแต่ละจังหวัด ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับมหาวิทยาลัยที่จะสามารถปลูกกัญชา สิ่งสำคัญต้องมีระบบป้องกันไม่ให้มีการรั่วไหลไปใช้ทางที่ผิด และทุกคนต้องช่วยกันดูแลไม่ให้มีการลักลอบเอาสารเคมีเข้าไปใช้ในพืชกัญชาของเรา หลังจากนี้อาจจะเป็นเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะยกระดับกัญชาให้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลอย่างที่นักวิชาการหลายท่านที่ได้คาดการณ์ไว้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในอนาคตด้วยว่าจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้หรือไม่



