
(คลิปข่าว) เลือกตั้งแบบ "บัตรเดียว" ผลที่ได้อาจเบี่ยงเบน
เลือกตั้งแบบ "บัตรเดียว" ผลที่ได้อาจเบี่ยงเบน
เดิมทีการใช้สิทธิ์เลือกตั้งของประชาชนคนไทย นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นต้นมา จะได้รับบัตรลงคะแนน 2 ใบ คือ ใบหนึ่งเลือกพรรค กับอีกใบหนึ่งเลือกคน หรือผู้สมัคร และผู้สมัครในระบบแบ่งเขตจะได้หมายเลขเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งคนไทยเริ่มคุ้นชินกับระบบนี้ เพราะผ่านการเลือกตั้งใหญ่มาแล้วถึง 6 รอบตลอด 20 ปี แม้จะโมฆะไป 2 รอบก็ตาม
แต่การเลือกตั้งรอบนี้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2562 เปลี่ยนมาใช้ระบบ "บัตรเดียว" คือเลือกได้เฉพาะ ส.ส.แบบแบ่งเขตเท่านั้น แล้วนำคะแนนทั้งหมดที่ได้ไปคิดสัดส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรค "พึงมี" อีกทีหนึ่ง ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ ผู้สมัครแต่ละเขต แม้จะอยู่พรรคเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้หมายเลขเดียวกัน ทำให้ภาระในการจดจำหมายเลขผู้สมัครย้ายไปตกอยู่ที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง เพราะต้องจำหมายเลขของผู้สมัครในเขตพื้นที่ของตัวเองให้แม่นยำก่อนจะเข้าคูหา โดยไม่มี "เบอร์พรรค" ให้จำเพียงเบอร์เดียว ใช้เหมือนกันทุกเขตอีกต่อไปนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า บัตรเลือกตั้งใบเดียวจะทำให้ประชาชนสับสนมาก ผลคะแนนที่ออกมา แม้ไม่ใช่บัตรเสีย หรือไม่ใช่ "โนโหวต" แต่อาจไม่ใช่คะแนนที่ต้องการมอบให้ผู้สมัครที่ชื่นชอบจริงๆ กระทั่งอาจทำให้ผลการเลือกตั้งจเบี่ยงเบนไปได้เหมือนกันเมื่อมีปัญหา ก็ต้องมีทางแก้ อาจารย์สิริพรรณ แนะว่า เรื่องนี้ไม่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นแก้ไขกฎหมายลูกก็น่าจะเพียงพอ โดยในบัตรเลือกตั้งควรพิมพ์ชื่อผู้สมัคร ชื่อพรรคการเมือง และหมายเลขให้ชัดเจน ประชาชนจะได้สะท้อนความต้องการของตัวเองได้ง่ายที่สุดและมากที่สุด / ถ้าถามว่าเป็นภาระของ กกต.หรือไม่ ก็ตอบเลยว่าไม่ใช่ภาระที่หนักอะไร เพราะ กกต.มีหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งอยู่แล้ว และในต่างประเทศก็ทำกันระบบการเลือกตั้งแบบ "บัตรเดียว" นอกจากน่าเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนสับสนแล้ว นักการเมืองเองยังต้องปรับแผนในการลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย เพราะน้ำหนักความสำคัญย้ายไปอยู่ที่ระบบเขต ส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มีความไม่แน่นอนสูง จึงเริ่มเห็นปรากฏการณ์แกนนำพรรคใหญ่ๆ ที่เคยจองเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ ขยับมาลงเขต หรือไม่ก็หาพรรคใหม่อยู่ โดยเฉพาะกลุ่มตระกูลการเมืองต่างๆแต่ข้อกังวลทั้งหมดนี้ ในทัศนะของหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งโดยตรงอย่าง กกต.มองว่า ปัญหาไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงตามที่นักวิชาการเป็นห่วง เพราะพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขต น่าจะมีวิธีการสื่อสารให้ประชาชนจดจำหมายเลขของตนเองได้ ส่วนการแก้เกมของพรรคการเมืองจากปัญหาการคิดคะแนนแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" นั้น ยุทธการ "แตกแบงก์พัน" ที่บางพรรคใช้อยู่ในขณะนี้ก็เป็นทางออกหนึ่งของบรรดาพรรคการเมือง ที่ไม่ว่าระบบการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็มีวิธีการหาเสียงโกยคะแนนเข้าพรรคของตนเองให้มากที่สุด...อยู่ดี



