
ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ กับพระเครื่องชุด..."ประสบการณ์นับครั้งไม่ถ้วน"
ด้วยภารกิจของการดูแลศูนย์เยียวยาจังหวัดปัตตานี ทำให้ ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ในฐานะผู้ดูแลงานเยียวยาเหยื่อเหตุการณ์ความไม่สงบ จ.ปัตตานี ต้องลงพื้นที่ไปพบกับชาวบ้าน และติดตามความคืบหน้าในการพลิกฟื้นชีวิตเหยื่อความ
ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ บอกว่า ภารกิจรักษาบาดแผลจากผลพวงแห่งความรุนแรงให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ จึงไม่ต่างไปจากการขจัดเมฆหมอกอันเลวร้ายที่ปกคลุมที่ชีวิตเหยื่อความรุนแรงให้หมดไปโดยเร็วที่สุด โดยที่ผ่านมา มีผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างสถานการณ์มากมาย ทั้งที่ถูกกระทบโดยตรงจนได้รับบาดเจ็บ พิการ รวมไปถึงทายาทของผู้สูญเสีย ซึ่งแต่ละกลุ่มจะต้องมีกระบวนการดูแลที่แตกต่างกัน
สภาพปัญหาที่เกิดกับเหยื่อผู้ได้รับผลพวงแห่งความไม่สงบ นับเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ บางคนสูญเสียเสาหลักของครอบครัวจากความรุนแรง ในขณะที่บางรายถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส หรือแม้กระทั่งถูกระเบิดบ้านเรือนพังเสียหาย เราจะต้องดูแลเพื่อฟื้นฟูร่างกาย และความรู้สึกให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้ไม่ต่างไปจากการติดอยู่ในหลุมดำแห่งความทุกข์ บ้างต้องเสียคนรัก บางรายต้องเสียทรัพย์สิน หรือสูญเสียอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ตลอดเส้นทางรับราชการของรองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีรายนี้ ล้วนเป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในถิ่นสะตอมาโดยตลอด จึงมีความผูกพันธ์กับมวลชนเป็นอย่างดี ทำให้มีเครือข่ายการทำงานที่กว้างขวางครอบคลุม และกระจายเต็มพื้นที่ จึงส่งผลให้การเยียวยาและการปลอบใจผู้สูญเสียสัมฤทธิ์ผลเป็นอย่างดีในช่วงที่ผ่านมา แม้นว่าสถานการณ์ความุรนแรงในเวลานี้จะคุกรุ่นอยู่บ้างก็ตาม
“ผมยึดหลักว่า การช่วยชีวิตคนและทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน จะทำให้บุญกุศลเหล่านั้นกลับมาคุ้มครองเรา เฉกเช่นเดียวกันการที่เข้าไปปลดเปลื้องความทุกข์ของชาวบ้านในพื้นที่สีแดง หรือจะมีอันตรายแค่ไหน คนในพื้นที่นั้นจะต้องคุ้มครองความปลอดภัยให้เรา ที่ผ่านมามีชาวบ้านคอยให้ข้อมูล และบอกข่าวล่วงหน้า จนรอดพ้นจากอันตรายชนิดฉิวเฉียดก่อนเดินทางเข้าไปปฏิบัติภารกิจมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิดเส้นทาง หรือก่อเหตุซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ระหว่างทาง" ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ บอกด้วยความเชื่อมั่น
ขณะเดียวกัน นอกจากเชื่อมั่นในเรื่องการสร้างกุศลด้วยแนวทางเยียวยาชีวิตเหยื่อไฟใต้แล้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีรายนี้ยังเชื่อในพุทธานุภาพ และความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน จะต้องไม่ลืมอาราธนาพระขึ้นคล้องคอ พระชุดหลักที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี แขวนทุกวันนี้คือ เหรียญหลวงพ่อทวด, พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เนื้อว่าน ปี ๒๕๒๔, หลวงพ่อเฟื่อง วัดคงคาเลียบ, เหรียญหลวงพ่อแช่ม วัดฉลอง และพระสมเด็จจิตรลดา ซึ่งได้รับมอบจาก นายพลากร สุวรรณรัตน์ องคมนตรี
สำหรับประสบการณ์ของพระเครื่องชุดนี้ ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ บอกว่า มีมากมายจนเป็นเรื่องยากต่อการอธิบายให้คนอื่นเชื่อ ได้เกิดกับชีวิตมากมาย โดยเฉพาะการแคล้วคลาด และพ้นจากภยันอันตราย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเส้นทางเข้าพื้นที่อย่างกะทันหัน จนรอดพ้นจากการตกเป็นเป้าของผู้ไม่ประสงค์ดีชนิดนับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุดคือ เหตุการณ์ในช่วงสงกรานต์ ระหว่างขับรถยนต์ด้วยตัวเองไปยังวัดช้างให้ เมื่อไปถึงทางรถไฟ ปรากฏว่ายานพาหนะคู่ใจมีอาการเร่งเครื่องเร็ว และพุ่งทะยานข้ามทางรถไฟอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับขบวนรถไฟแล่นผ่านท้ายรถไปอย่างฉิวเฉียด
“วันนั้น ผมไม่เห็นขบวนรถไฟ ขณะเดียวกันสัญญาณไฟ และไม้กั้นทางรถไฟก็ไม่ทำงาน กระทั่งจู่ๆ รถยนต์ผมเหมือนมีอาการเร่งเครื่อง และพาข้ามทางรถไฟไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาผมตะลึงงัน เพราะเป็นจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ที่รถไฟวิ่งผ่านหลังผมไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด บางทีเราตัดสินใจเปลี่ยนกำหนดการ หรือเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน ไม่เดินทางในเส้นทางเดิมๆ ซ้ำๆ ทำให้รอดพ้นจากอันตรายอย่างหวุดหวิดมาแล้วหลายครา ซึ่งทุกครั้งเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างดลใจให้เราทำโดยฉับพลัน ดังนั้น พระเครื่องชุดนี้ผมจึงไม่เคยให้ห่างกาย” รองผู้ว่าฯ ปัตตานี เล่าพลางยกมือพนมขึ้นสักการะท่วมหัว
รอดตายด้วยวิญญาณเหยื่อไฟใต้
เหตุเกิดที่ จ.ปัตตานี ขณะที่นายสมศักดิ์ ลายทอง อายุ ๓๘ ปี และนายคอย เนียมหอม อายุ ๓๘ ปี ชาว อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พนักงานขับรถของบริษัท พี ไทยแลนด์แมชินเนอรี่ จำกัด ขับรถยนต์ที่บรรทุกรถจักรยานยนต์ จำนวน ๖๐ คัน ไปส่งให้ลูกค้าที่ จ.นราธิวาส แต่โชคร้าย ระหว่างทางถูกคนร้ายดักยิงเสียชีวิต พร้อมจุดไฟเผาทั้งคนและรถ
ดังนั้น ในฐานะรองผู้ว่าฯ ที่รับผิดชอบดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ จึงได้ลงมือจัดการช่วยเหลือส่งร่างอันไร้วิญญาณของผู้เสียชีวิตกลับสู่มาตุภูมิ พร้อมจุดธูปไหว้บอกกล่าวด้วยหวังว่าจะให้ญาติพี่น้องได้รับศพไปบำเพ็ญกุศล และที่สำคัญ ได้ทำพิธีทางศาสนา เพื่อให้ดวงวิญญาณได้เดินทางกลับสู่บ้านเกิดตามหลักศาสนาด้วยความสะดวก
ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ เล่าว่า "กระทั่งพลบค่ำได้กลับบ้านพัก และปฏิบัติกิจตามปกติ โดยเฉพาะสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การสวดมนต์ ไหว้พระ ซึ่งถือเป็นกิจวัตรที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาตั้งแต่เด็กจนโต กระทั่งติดเป็นนิสัย แต่ด้วยความเหนื่อยล้ากับภารกิจการช่วยเหลือส่งศพผู้เสียชีวิตกลับบ้านเกิด ทำให้เผลอลืมดับธูปและเทียนหน้าพระ ขณะที่หลับ รู้สึกเหมือนมีคนเรียก แต่ผมยังไม่ตื่น เพราะรู้สึกเหนื่อยมาก กระทั่งเหมือนมีแรงดึงที่ปลายเท้าอย่างแรง จึงลืมตาสลึมสลือเห็นหน้าชายสองคนชี้ไปที่หิ้งพระ พร้อมเห็นควันลอยคละคลุ้ง จึงรีบลุกจากที่นอน เหลือบเห็นไฟกำลังโหมไหม้หิ้งพระและข้าวของที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง ทันทีที่ดับไฟที่ลุกไหม้ได้ทัน เห็นเพดานห้องเต็มไปด้วยเขม่า ซึ่งวันนี้ก็ยังมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ แต่สิ่งที่แปลกใจคือ ชายสองคนที่เรียกและดึงขา ยังจำใบหน้าได้แม่น ก่อนจะรีบไปเปิดคอมพิวเตอร์ เพื่อดูไฟล์ข้อมูล ถึงกับต้องตะลึง เมื่อคนที่มาเรียกให้ตื่นเพื่อดับไฟคือ ชายผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบ และได้ช่วยเหลือส่งร่างกลับในช่วงกลางวันที่ผ่านมา"
“ผมรอดตายในวันนั้น ด้วยบุญกุศลจากการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งหากไม่มีเขาทั้งสองคน ผมคงไม่มีโอกาสมานั่งเล่าเรื่องดีๆ ให้ฟังในวันนี้” ว่าที่ ร.ต.เลิศเกียรติ กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ผมยึดหลักว่าการช่วยชีวิตคนและทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน จะทำให้บุญกุศลเหล่านั้นกลับมาคุ้มครองเรา เฉกเช่นเดียวกันการที่เข้าไปปลดเปลื้องความทุกข์ของชาวบ้านในพื้นที่สีแดง หรือจะมีอันตรายแค่ไหน คนในพื้นที่นั้นจะต้องคุ้มครองความปลอดภัยให้เรา "
เรื่อง/ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ ศูนย์ข่าวภาคใต้



