
เรื่องว้าวุ่นข้างหลังเวที
งานวิสาขบูชาโลก จัดโดย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย อยุธยา (มจร.) ปีนี้จัดยิ่งใหญ่เช่นเคย เนื้อหาหลักๆ ของงานประกอบไปด้วย ๓ ส่วน คือ นิทรรศการ, การประชุมทางวิชาการ และการแสดงทางวัฒนธรรม ที่เหลือเป็นพิธีกรรมทางศาสนาคือการเดินเวียนเทียนรอบองค
แขกผู้ร่วมงานมาจาก ๘๔ ประเทศ จำนวน ๕,๐๐๐ ท่าน ฟังดูไม่ใช่งานจิ๊บๆ มจร.จัดติดต่อกันมาปีนี้เป็นปีที่ ๓ แล้ว ผู้เขียนชอบเที่ยวงานแบบนี้ เพราะได้กำไรดี เราไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินไปร่วมงานถึงต่างประเทศ เพราะจัดขึ้นที่เมืองไทยเราเอง ในขณะที่แขกบางท่านต้องเสียค่าเครื่องบินมาประชุมหลายดอลลาร์ ปีหน้าได้ข่าวว่าจะไปจัดที่ประเทศศรีลังกา ผู้เขียนคงไม่มีบุญได้ไป
ปีนี้ผู้เขียนจับพลัดจับผลูต้องไปดูแลแขกผู้มาจากประเทศศรีลังกา อาคันตุกะคณะนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเยาวชนที่มานำเสนอการแสดงบนเวทีการแสดงวัฒนธรรมนานาชาติ เป็นเด็กมัธยมจำนวน ๒๒ คน จากโรงเรียนศรีจันทรานันทะพุทธะ (Sri Chandananda Buddhist College - www.scbcollege.org) เมืองแคนดี้ มีหลวงพ่อโกดากามะมังคละเถโร เป็นผู้อำนวยการเดินทางมาเอง พร้อมด้วยเทรนเนอร์และผู้จัดการทีม สิริรวมแล้วผู้เขียนต้องคอยดูแลให้ความสะดวกสบายทั้งหมด ๒๖ ท่านตลอด ๕ วันที่คณะนี้พำนักอยู่ในเมืองไทย
วันแรกก็งานเข้าทันที หลังจาก ‘ชาวคณะ’ ถูกส่งถึงมือผู้เขียน โจทย์แรกที่ต้องทำก็คือต้องพาชาวคณะกลับไปที่พักคือโรงแรมทวินทาวเวอร์ (อยู่ใน กทม.) เนื่องจากตอนมาถึง มจร. (วังน้อย) ทุกคนไม่ได้นำเครื่องแต่งตัวมาด้วย (เกิดการผิดพลาดทางเทคนิคก็เลยไม่มีใครนำเครื่องแต่งตัวมาเลย !) ระหว่างโรงแรมกับ มจร.วังน้อย ก็ไม่ใช่ใกล้ๆ อย่างน้อยต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับประมาณ ๓-๔ ชั่วโมง และต้องแต่งหน้าให้เสร็จก่อน ๑ ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาแสดง
ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยงผู้เขียนกับคณะต้องนั่งรถบัสกลับไปเอาเสื้อผ้าที่โรงแรม มาถึง มจร.ยังไม่ ๔ โมงเย็น ชาวคณะมีเวลาแต่งหน้า ๓ ชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาแสดงคือ ๑ ทุ่ม ระหว่างนั้นเทรนเนอร์ขอดอกบัวประกอบการแสดง ๒ ถาด ผู้เขียนกับเพื่อนต้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องดอกไม้ อุปสรรคไม่น่าจะมีอะไร จนกระทั่งท้องฟ้าคงอยากจะทดสอบเรา พอชาวคณะแต่งหน้าทาตัวเสร็จเวลา ๑ ทุ่มตรง พายุฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักทันที จุดที่เราอยู่ห่างจากหอประชุมที่จะแสดงหลายสิบเมตร ไม่สามารถฝ่าสายฝนออกไปได้ เพราะเมกอัพที่เสียเวลาแต่งหน้าทาปากมา ๓ ชั่วโมง อาจถูกฝนชะจนเสียโฉมไปในพริบตา
ในที่สุดจึงต้องค่อยๆ บรรจงกางร่มเดินไปขึ้นรถขนส่งที่เตรียมไว้ โชคดีไม่มีใครเสียโฉมจากการโดนน้ำฝน นักแสดงทุกคนเดินทางไปขึ้นเวทีด้วยความปลอดภัยอย่างหวุดหวิด ดอกบัวสองถาดตามสั่งมาถึงก่อนการแสดงไม่กี่นาที การแสดงทั้งสองชุดเริ่มต้นและจบลงด้วยความสวัสดีในค่ำคืนนั้น
นั่นเป็นการผจญภัยครั้งที่หนึ่ง การผจญภัยครั้งที่สองตามมาติดๆ ในวันรุ่งขึ้น เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเช้าเสร็จจากโรงแรมเรียบร้อยมาถึง มจร.วังน้อยในเวลาประมาณ ๙ โมงเช้า พร้อมด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว แต่เมื่อมาถึง มจร. สิ่งที่ผู้เขียนไม่ได้ตั้งตัวว่าจะเจอก็ต้องเจอ เมื่อเทรนเนอร์มาบอกกับผู้เขียนว่า เราต้องนั่งรถกลับไปโรงแรมอีกครั้งเพราะนักแสดงคนหนึ่งลืมนำเครื่องแต่งกายในการแสดงมาด้วย และการแสดงจะเริ่มขึ้นในเวลา ๑๓.๐๐ น.
ผู้เขียนกับเพื่อนช่วยกันเสนอทางออกแก่เทรนเนอร์ว่า ถ้าเรามีชุดพร้อมแค่ไหนแสดงเท่าที่มีก็ได้ เพราะมีเพียงคนเดียวที่ลืมนำเครื่องแต่งกายมา การแสดงคงไม่ขาดความสมบูรณ์อะไรไปมากมาย เหลือเวลาอีกแค่ 4 ชั่วโมง อาจไม่คุ้มกับการเดินทาง แต่ด้วยสปิริตของเทรนเนอร์ The show must complete (การแสดงต้องสมบูรณ์) เทรนเนอร์ยืนยันว่ากลับไปเอาชุดที่โรงแรมจะดีกว่า ในที่สุดผู้เขียนก็ต้องนั่งรถตู้กลับไปโรงแรมกับนักแสดงหนึ่งคนและผู้ช่วยอีกท่านเพื่อกลับไปเอาเสื้อผ้าที่นักแสดงลืมไว้ แต่กว่ารถตู้จะมาก็ผิดพลาดในการสื่อสารอยู่ร่วม ๓๐ นาที โชคชะตาชอบมาทดสอบกันในช่วงเวลาเร่งด่วนแบบนี้
เมื่อได้รถตู้เรียบร้อย ด้วยความรวดเร็วของคนขับรถตู้ผู้ชำนาญการ เรากลับมาถึง มจร.ภายในเวลา ๑๒.๐๐ น. เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงให้นักแสดงตัวเล็กผู้ลืมเสื้อผ้าได้แต่งหน้าทาตัวเพื่อจะขึ้นเวทีพร้อมกับคนอื่นๆ ในเวลา ๑๓.๐๐ น. การแสดงรอบสองและเป็นรอบสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด ภารกิจสองวันสำเร็จลุล่วงผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
การแสดงที่ชาวคณะเตรียมมามีสองชุด ชุดแรกคือ “ระบำม้ากัณฐกะ” กับอีกการแสดงหนึ่งคือ “ระบำนกยูง” ระบำม้ากัณฐกะเป็นการหยิบยกเอาเรื่องราวตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีออกจากวังไปกับ “นายฉันนะ” และ “ม้ากัณฐกะ” เพื่อจะออกบวช ใครที่ได้ดูการแสดงอิงพุทธประวัติของเยาวชนจากศรีลังกาชุดนี้ถือว่าคุ้มค่ากับการได้ชม เพราะลีลาท่าเต้นรำเป็นการนำเอา Modern Dance (การเต้นรำสมัยใหม่) มาประยุกต์เข้ากับท่าทางของม้าและท่าเต้นแบบอินเดียกลายเป็นการเต้นรำที่สวยงามอลังการพร้อมด้วยแสงสีเสียงดนตรีที่กระหึ่มเร้าใจ งานนี้ต้องชมเทรนเนอร์คือ อ.นิเมช อินดีวาระ ผู้ออกแบบท่าเต้นได้อย่างงดงาม
เห็นการแสดงที่สมบูรณ์สวยงามแสงสีตระการตาบนเวทีแล้ว จะมีใครรู้บ้างว่าเบื้องหลังการแสดงทั้งนักแสดงทั้งเทรนเนอร์และคนอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องลุ้นระทึกไปกับอุปสรรคที่แทรกตัวเข้ามานานับประการกว่าจะมาเป็นการแสดงที่สวยงามสมบูรณ์บนเวทีเช่นนี้
ทั้งหมดเป็นการทำงานร่วมกันที่ต้องอาศัย สติ ความอดทน และการรับฟังความเห็นร่วมกัน เพื่อเผชิญหน้ากับ ความอนิจจัง ที่เราไม่รู้ว่าจะโผล่มาตอนไหน เท่าที่รู้ก็คือเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ในทุกๆ เรื่อง มีเพียงการพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแบบช็อตต่อช็อต แต่ก็เป็นเรื่องโชคดีที่เราทุกคนสามารถฝ่าฟันโจทย์ต่างๆ เหล่านั้นมาได้ การแสดงของนักเรียนมัธยมจากโรงเรียนศรีจันทรานันทะพุทธะจึงได้รับเสียงปรบมือกระหึ่มหอประชุมทั้งสองรอบการแสดง
"พระชาย วรธัมโม เรื่อง พระมหาวัลลภ วัลลภปัญโญ"



