
พระปลัดรติพงษ์ ๓ ปีแห่งการมุ่งมั่นพัฒนา..."วัดร้างให้รุ่งเรื่อง"
มีวัดร้างเพิ่มขึ้น ๔๐ แห่งต่อปี บางวัดมีพระรูปเดียว โดยมีปัญหาสำคัญคือผู้ที่สนใจจะบวชลดลง นอกจากนี้จากสถิติยังพบว่าในช่วงเข้าพรรษาจะมีพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศประมาณ ๓ แสนรูป แต่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในวัดเขตเมือง ทำให้วัดตามชนบทขาดแคลนพระภิกษุสามเณร
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นข้อมูลของกรรมาธิการศาสนาสภาผู้แทนราษฎรที่สรุปปัญหาพุทธศาสนาเสนอต่อมหาเถรสมาคม (สม.) ครั้งล่าสุด เช่นเดียวกับที่วัดแหลมเจ้าสัว ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ หรือ ๕ ปี ก่อนวัดแห่งนี้มีพระ แต่ไม่มีคนเข้าวัด มีพระจำพรรษาเพียง ๒ รูปเท่านั้น ไม่มีพระรูปใดขันอาสามาเป็นเจ้าอาวาส จนกระทั่งพระปลัดรติพงษ์ ธัมมะกาโม มารับตำแห่งเจ้าอาวาส วัดที่เกือบจะร้างกลับกลายเป็นวัดรุ่งเรือง
ขณะบวชได้เพียง ๒ พรรษา เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๐ พระปลัดรติพงษ์ ตัดสินใจย้ายจากวัดปราณบุรี มาเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสเพราะเจ้าอาวาสรูปเดิมลาออกไปเป็นเจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่ง ในปีแรกที่อาตมาเข้ามาเป็นเจ้าอาวาส สภาพที่นี่ไม่ต่างจากวัดร้าง มีเพียงพระลูกวัดจำพรรษาเพียง ๒ รูปเท่านั้น ไม่มีเจ้าอาวาสปกครอง
“มาดูขี้หน้า มาดูน้ำหน้า” คือเหตุผลที่คนเข้ามาวัดในช่วงแรกๆ จากคำบอกเล่าของพระปลัดรติพงษ์ พร้อมกับคำสบประมาทที่ว่า “อายุก็น้อย บวชได้เพียงไม่กี่พรรษา เอาพระหนุ่มพรรษาน้อยมาสร้างวัด มารักษาวัดจะเป็นวัดได้อย่างไร จะอยู่ได้สักกี่วัน มีหวังวัดนี้จะกลายเป็นวัดร้างในที่สุด”
เพื่อลบคำสบประมาท พระปลัดรติพงษ์ พยามสร้างความศรัทธาให้คนในชุมชน บ้านไหนมีงานบุญ มีคนตาย ใครเดือดร้อนก็ไปช่วย ทุกบ้านทุกงาน จากนั้นความศรัทธาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากวันพระไม่มีใครมาทำบุญจนกลายเป็นว่ามีคนเต็มศาลาในวันพระ ส่วนศาสนสถานภายในวัดถ้าไม่ติดกิจนิมนต์ใดๆ จะลงมือทำเอง เพราะนอกจากจะได้วัดสวยสมใจแล้ว ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย
พระปลัดรติพงษ์ บอกว่า ตอนแรกที่มาก็รู้สึกหนักใจ เพราะเป็นพระหนุ่ม พรรษาก็ยังน้อย ส่วนบารมีนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่มีญาติโยม ไม่มีคนเข้าวัด ถึงขนาดไปเสี่ยงทายกับเจ้าสัว เทพศักดิ์สิทธิ์ของวัด โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า “ถ้าจะให้ผมอยู่จะต้องมีคนเข้าวัดวันหนึ่งๆ สัก ๓-๔ คน มานั่งคุยเป็นเพื่อนพระ” หลังจากนั้นก็มีคนเข้าวัดเรื่อยมาก จาก ๒-๓ คน กลายเป็น ๑๐ และก็เพิ่มเป็นหลักร้อย ก่อนที่จะกลายเป็นหลายร้อยในงานบุญวันสำคัญทางศาสนา
นอกจากนี้แล้วเพื่อเป็นการสร้างศาสนทายาท สร้างกลุ่มเยาวชนให้เข้าวัด ในช่วงวันเฉลิมพระชนมพรรษา จากมีการบวชเฉลิมพระเกียรติถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกๆ ปี ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง ซึ่งมีญาติโยมส่งบุตรหลานมาบวชแต่ละครั้งเกือบ ๑๐๐ คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี
โชคดีที่เมื่อครั้งเป็นพระลูกวัดปราณบุรี ได้สร้างผลงานศาลาสวดศพโดยออกจตุคามรามเทพ ได้ปัจจัยกว่า ๓ ล้านบาท จากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระปลัดรติพงษ์ เพียงพรรษา ๒ เท่านั้น จากนั้นก็ได้รับการแต่ตั้งเป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบล โดยระหว่างนั้นรู้ดีว่าวัดแหลมเจ้าสัวโอกาสจะกลายเป็นวัดร้างสูงมาก ด้วยตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะตำบลจะใส่ชื่อพระรูปใดมารักษาการเจ้าอาวาสก็ได้ แต่จะพัฒนาวัดที่เกือบจะกลายเป็นวัดร้างให้กลายเป็นวัดที่รุ่งเรืองตามที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่ โดยครั้งแรกได้ให้พระรูปหนึ่งมารักษาการเจ้าอาวาส แต่อยู่ได้เพียง ๒๐ วันเท่านั้น
ปกติแล้วพุทธศาสนิกชนมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว แต่วัดขาดพระที่จะจุดไฟและเรียกศรัทธาจากญาติโยม ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านพบว่าพระที่มาอยู่วัดรูปก่อนๆ แม้จะเก่งวิชาพุทธศาสนาแต่สอบตกวิชาสังคม เพราะถ้าเป็นพระที่ไม่เอาใจใส่ญาติโยม เพราะคนพึ่งพระมาตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะมาด้วยทุกข์เรื่องใด พระต้องให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง เช่น ตั้งชื่อ ให้ฤกษ์ เจิมรถ เจิมบ้าน รดน้ำมนต์ ดูแม้กระทั่งฤกษ์ลงโลงเลยทีเดียว ขณะเดียวกันต้องมีโอภาปราศรัยที่ดี หากปฏิเสธเท่ากับว่าปฏิเสธญาติโยม เพราะเขาหวังให้พระเป็นที่พึ่ง
“จะบวชพระ ๕ วัน ๗ วัน หรือจะตลอดไป เมื่อบวชแล้วต้องอยู่ให้วัดอาศัย อย่าอาศัยวัดอยู่ ถ้าอยู่ให้วัดอาศัย เบื้องต้นเมื่อเป็นพระลูกวัดต้องกวาดถูวัดให้วัดสะอาดเป็นที่เจริญตาของญาติโยม ส่วนพระที่อาศัยวัดอยู่คือ เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน กลางคืนดูทีวี ตบท้ายด้วยฉันไวไว มาม่า ก่อนนอน” นี่เป็นคำสอนของพระอุปัชฌาย์ที่พระปลัดรติพงษ์ จำได้อย่างแม่นยำและกำลังทำให้เป็นรูปธรรม
ร่วมสร้างบุญหล่อพระสร้างโบสถ์
เดิมทีวัดแหลมเจ้าสัวไม่มีกรรมการวัด แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาวัดส่งผลให้มีกรรมการมาช่วยงานวัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเกือบร้อยท่าน ส่วนจำนวนพระนั้นก่อนหน้านี้ในช่วงพรรษาต้องนิมนต์พระจากวัดอื่นๆ มาจำพรรษาให้คบ ๕ รูป เพื่อที่จะรับกฐินได้ในช่วงออกพรรษา แต่ทุกวันนี้ในพรรษามีผู้มาบวชพระประมาร ๑๐-๑๕ รูป ไม่ต้องไปนิมนต์พระจากวัดอื่นมาจำพรรษาอีกต่อไปแล้ว
พระปลัดรติพงษ์ บอกว่า ในการสร้างโบสถ์หลังแรกของวัด ต้องขออนุโมทนาบุญกับโยมสายหยุด สุขวัฒน์ ที่มาทอดกฐินไว้ได้ปัจจัยกว่า ๑ ล้านบาท โดยได้ใช้เป็นทุนแรกเริ่มในการสร้างโบสถ์ ซึ่งต้องใช้ปัจจัยประมาณกว่า ๑๐ ล้านบาท ขณะนี้ก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า ๗๐% หลายคนอาจจะมองกว่าการสร้างโบสถ์หลายล้านบาทจะเป็นเรื่องสิ้นเปลือง แต่ลืมคิดไปว่าโบสถ์เป็นจุดกำเนิดของพระเณร เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ที่สำคัญโบสถ์หลังหนึ่งๆ อายุนับร้อยปี ตายไปแล้วเกิดมาใหม่โบสถ์และพระประธานยังคงอยู่
อย่างไรก็ตามในเสาร์ที่ ๑๔ และวันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคมนี้ วัดจัดให้มีงานบุญหล่อหลวงพ่อทันใจ ๓ องค์ โดยในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม หล่อพระขนาดหน้าตัก ๔ ศอก จำนวน ๒ องค์ (พระบางสมาธิ และบางประทานพร) ส่วนวันที่ ๑๕ พฤษภาคม จะหล่อพระปางชนะมาร โดยประดิษฐานอยู่บนแท่นเดียวกัน และวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม เวลา ๐๙.๐๙ น. จะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลา และกุฏิสงฆ์
พุทธศาสนิกชนรุ่มบุญสร้างและพัฒนาวัดแหลมเจ้าสัวให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์กับพระปลัดรติพงษ์ ได้ที่วัดแหลมเจ้าสัว โทร.๐๘-๕๑๓๓-๔๖๔๕
“จะบวชพระ ๕ วัน ๗ วัน หรือจะตลอดไป เมื่อบวชแล้วต้องอยู่ให้วัดอาศัย อย่าอาศัยวัดอยู่ ถ้าอยู่ให้วัดอาศัย เบื้องต้นเมื่อเป็นพระลูกวัดต้องกวาดถูวัดให้วัดสะอาดเป็นที่เจริญตาของญาติโยม”
เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"



