พระเครื่อง

อนุศาสตร์ สุวรรณมงคล“จิตอาสา”แขวนพระธรรมไปดับไฟใต้

อนุศาสตร์ สุวรรณมงคล“จิตอาสา”แขวนพระธรรมไปดับไฟใต้

16 เม.ย. 2554

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกเหนือไปจากแนวทางและนโยบายจากส่วนกลางที่ขับเคลื่อนลงสู่หน่วยงานระดับปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อเดินหน้าสร้างสันติสุขแล้ว อีกแนวทางหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดินแดนปลายด้ามขวาน

นั่นคือ “การระดมสมอง” จากภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแสวงหาหนทางที่จะนำไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมง และ “โรงแรมซีเอสปัตตตานี” คือหนึ่งในสถานที่อันได้ชื่อว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด” หรือ “safety zone” ซึ่งทุกฝ่ายใช้เป็นที่จัดประชุม จัดกิจกรรม ทั้งฝ่ายรัฐ ภาคเอกชน เอ็นจีโอ รวมทั้งสื่อมวลชน ในการนำเสนอหนทาง “ดับไฟใต้”
 
 “นายอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล” กรรมการผู้จัดการโรงแรมซีเอส และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (แบบสรรหา) ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวปัตตานี กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้นอกจากเป็นที่พักแรมของข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ เอกชน นักลงทุน ที่เดินทางเข้าสู่พื้นที่ชายแดยภาคใต้แล้ว ยังเป็นแหล่งพำนักของบรรดานักวิจัย นักวิชาการ นักสันติวิธี สื่อมวลชน ทั้งไทยและเทศ ที่ลงมาติดเกาะสถานการณ์ความไม่สงบในดินแดนปลายด้ามขวานอย่างใกล้ชิด

 ดังนั้นโรงแรมซีเอสปัตตานี จึงเป็นพื้นที่หรือเวทีการแห่งการขับเคลื่อนทางความคิดของทุกฝ่าย และในทุกระดับ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด ที่อีกบริบทหนึ่งของโรงแรมระดับห้าดาวแห่งนี้ ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสานเสวนาเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาในชายแดนใต้ด้วยวิธีการอันสันติ

 ยิ่งไปกว่านั้นบทบาทของ “อนุศาสตร์” ยังเป็นที่รับรู้กันดีในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่านี่คือผู้ที่พร้อมสละเวลางาน เวลาส่วนตัวและอุทิศทรัพย์สินเงินทองเพื่อเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยมีความหวังลึกๆ ว่าอยากเห็นรอยยิ้มของคนปัตตานี ยะลา และนราธิวาสปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง

 “ไม่มีพื้นที่ไหนที่ไม่เคยไป และบางครั้งยังเดินทางเข้าถึงจุดเกิดเหตุก่อนหน่วยงานราชการด้วยซ้ำ ผมมีหลักง่ายๆ คือ บ้านเรากำลังมีปัญหาจะให้นิ่งดูดายได้อย่างไร ที่สำคัญเมื่อเรายืนอยู่ในจุดซึ่งสามารถช่วยเหลือคนที่ตกระกำลำบากกว่าได้ ก็ต้องยื่นมือช่วยทันที จะให้พูดว่าอยากให้ภาคใต้สงบแล้วไม่ลงมือทำ เมื่อไหร่สถานการณ์จะกระเตื้องขึ้น” อนุศาสตร์ กล่าว

 พร้อมกันนี้อนุศาสตร์ ยังบอกด้วยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งผู้ก่อเหตุกระทำต่อเป้าหมายที่ทำร้ายความรู้สึกสังคมมากขึ้น มีรูปแบบที่โหดเหี้ยมมากขึ้น ทั้งยิง ฆ่า ราดน้ำมันจุดไฟเผา ส่วนการลอบวางระเบิดก็มีวิธีการที่ทำลายล้างทรัพย์สินทางราชการให้เสียหายมากขึ้นกว่าอดีตเป็นทวีคูณ ยิ่งไปกว่านั้นการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นอกจากต้องอาศัยความเสียสละ มีความกล้าแล้ว สิ่งที่จะขาดไม่ได้อีกประการนั่นคือการมี “จิตอาสา” เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ปัญหาไปสู่การคลี่คลายในทิศทางที่ดีได้

 นอกจากนี้แล้วสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในปัจจุบันคือการพุ่งเป้า “ทำร้ายชาวไทยพุทธ” โดยมีเจตนาเสี้ยมความรู้สึกให้เกิดการแตกแยกในหมู่คณะ ซึ่งถือเป็นการตอกลิ่มและทำลายความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมให้แตกเป็นเสี่ยงๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนว่ากลุ่มคนร้ายพุ่งเป้าไปที่ “เป้าหมายอ่อนแอ” ซึ่งสร้างความสูญเสียทางความรู้สึกอย่างมากในแต่ละครั้ง และเชื่อว่าคนร้ายต้องการทำให้เกิดปัญหาระหว่างศาสนาขึ้นในพื้นที่ เหมือนเป็นการยั่วยุเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวจนต้องย้ายถิ่นฐานออกไป

 สิ่งหนึ่งที่ “อนุศาสตร์” ไม่เคยลืมทุกครั้งที่เดินทางเข้าพื้นที่เกิดเหตุ นั่นคือ “แวะวัด” ด้วยเพราะปัญหาความรุนแรงที่กระทบกับวิถีพุทธจนเกิดความเปลี่ยนแปลงชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ จนบางวัดแทบจะร้างราภิกษุสงฆ์ ในขณะที่ชุมชนไทยพุทธบางแห่งก็เหลือประชากรแค่หยิบมือเท่านั้นส่งผลให้กิจกรรมทางพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มวงล้อเหมือนวันวาน

 “ผมจะเข้าพื้นที่ทุกแห่ง และทุกจุดที่เกิดปัญหาและพยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิมเพื่อสมานความรู้สึก เพื่อให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ เพราะผมยังอยากเห็นภาพการอยู่ร่วมกันของคนทุกศาสนาในพื้นที่แห่งนี้เหมือนในอดีต เส้นทางไหนผ่านวัดผมจะต้องแวะทำบุญ และเข้าไปสนทนาธรรมกับพระในวัด เพื่ออย่างน้อยจะได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในดินแดนด้ามขวาน และบอกได้ว่าพระอาจารย์ชื่อดังในปัตตานี ยะลา และนราธิวาสผมไปกราบมาหมดแล้ว” อนุศาสตร์ กล่าว

 นอกจากจะชอบเข้าวัดทำบญแล้ว ยังชอบศึกษาและอ่านตำราธรรมะ โดยเฉพาะหนังสือของ “ท่านพุทธทาส” เพราะจะช่วยให้ชีวิตเข้าใจโลก และเข้าใจสัจธรรมมากขึ้น ที่สำคัญทำให้เราไม่ตกอยู่ในความหวาดกลัวโดยเฉพาะในสังคมที่ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

นาทีระทึกเฉียดตาย

 ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการช่วยเหลือสังคมชายแดนภาคใต้โดยไม่ห่วงชีวิตและไม่คิดหวังผลตอบแทน “อนุศาสตร์” ได้ประสบกับเหตุการณ์ระทึกขวัญมากมายนับครั้งไม่ถ้วน แต่ที่ยอมรับว่ารอดตายชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดคือ เหตุการณ์ “คาร์บอมบ์”บริเวณลานจอดรถโรงแรมซีเอสปัตตานี เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ซึ่งมีผู้บาดเจ็บหลายราย

 เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดกับชีวิตหลายครั้ง รวมถึงวันที่โดนระเบิดจนได้รับบาดเจ็บก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้กลัวจนไม่กล้าออกไปทำหน้าที่อย่างที่เคยเป็น แต่กลับทำให้รู้สึกต้องมีสมาธิ และไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาทมากกว่าเดิม และทุกครั้งก่อนออกจากบ้านจะไม่ลืมสวดมนต์ ระลึกถึงคุณบิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ทั้งนี้ เขาเชื่อว่าเหตุผลที่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดเป็นเพราะเชื่อและยึดมั่นในกรรมดี เพราะผลบุญจึงช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

 “ผมอยู่ในบริเวณรัศมีของแรงระเบิดแต่เคราะห์ดีที่จุดนั้นมีเสาของโรงแรมบังอยู่ทำให้ถูกเพียงสะเก็ดระเบิดเข้าที่บริเวณร่างกายเท่านั้น ผมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งปัตตานีบอกได้เลยว่าพระหลวงพ่อทวดรุ่นดังๆ ที่นิยมเล่นหาผมก็มี แถมพระหลักยอดนิยมที่วงการพระเครื่องเล่นหาผมก็มี ปกติแล้วผมจะไม่ได้แขวนคอ โดยจะสักการบูชาที่บ้านและที่โรงแรม แต่จะแขวนและพดพระธรรมของพุทธองค์คล้องใจก่อนออกไปลุยพื้นที่ทุกครั้งเท่านั้น” อนุศาสตร์ กล่าว

เรื่อง/ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ

"}])