
ลิขิตจากใจ - ธรรมะเป็นอาหารของจิตโดยตรง
อาหารของจิตโดยตรงก็คือ ธรรมที่เป็นคุณเกื้อกูล เมื่อจิตได้ดูดดื่มธรรมที่เป็นคุณเกื้อกูล เช่นว่า เมื่อได้ทำทานก็ปีติสุขในทาน จิตก็ดื่มปีติสุขที่เกิดจากทาน และเมื่อทานที่บริจาคที่ทำนั้นไปขัดเกลาโลภะมัจฉริยะในจิต เมื่อโลภะมัจฉริยะเบาบางลง จิตก็บริสุทธิ์ผ่องใ
ธรรมนี้แหละเป็นอาหารของจิตโดยตรง และยังเป็นธรรมโอสถหรือยาธรรมสำหรับที่จะแก้โรคกิเลส แก้โรคโลภ แก้โรคโกรธ แก้โรคหลงได้ด้วย
ฉะนั้น ยาสำหรับแก้โรคทางจิต โรคกิเลส คือธรรมโอสถ ต่างจากยาแก้โรคสมองที่เป็นเวชโอสถ เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า ในบุคคลทุกๆ คนมีสภาพที่เรียกว่า จิต หรือธาตุรู้ หรือว่า ภาวะเป็นเรา ภาวะเป็นสัตว์ อันเป็นสิ่งที่ยังดำรงอยู่ แม้เมื่อร่างกายแตกสลาย แล้วก็เคลื่อนไปสู่บ้านใหม่ ภพใหม่ต่อไป
เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นธาตุรู้นี้เมื่อได้ปฏิบัติไปๆ และได้เสวนากับบัณฑิตคือคนดีซึ่งเป็นผู้ฉลาดรู้ ที่ให้คำแนะนำสั่งสอนให้ใคร่ครวญพิจารณา ก็ย่อมจับความจริงได้โดยลำดับว่าอะไรเป็นตัวทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อเป็นดั่งนี้บ่อยๆ เข้า และได้ประสบเหตุการณ์ต่างๆ มากเข้า ก็ทำให้จิตนี้ได้รับการอบรม และได้ปัญญาคือ ความรู้ทวีมากขึ้นทุกทีๆ
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า เกิดมาก็เพื่อศึกษา เพื่อให้มีความรู้ฉลาดยิ่งขึ้น และเพื่ออบรมจิตยิ่งขึ้นนั่นเอง และการที่ต้องมีความวนเวียนอยู่นี้ จิตก็ต้องประสบกับความเวียนเกิดเวียนตาย ประสบกับวัฏฏะมากขึ้นๆ ก็ได้ความฉลาดมากขึ้น ว่านั่นเป็นตัวทุกข์ นั่นเป็นต้นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อเห็นเช่นนี้ จิตก็จะหาทางออกจากทุกข์ เพราะไม่อยากเวียนวนกลับมาอีก
และหนทางของการออกจากทุกข์ตามแผนที่ของพระพุทธเจ้าก็คือ การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดประการนี่เอง



