พระเครื่อง

 พ.อ.บรรพต พูลเพียร
ใช้สมาธิดับ...สงครามข่าวสาร

พ.อ.บรรพต พูลเพียร ใช้สมาธิดับ...สงครามข่าวสาร

09 เม.ย. 2554

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ซึ่งปะทุขึ้นมาตลอด ๗ ปีนั้น ว่ากันว่า นอกจากเป็น “สงครามแย่งชิงมวลชน” ระหว่างผู้ก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังมี “สงครามข่าวสาร” ที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขโหมกระพือความรุนแรงในดินแดนปลายด้ามขวาน เพ

  ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้กันดีในหมู่เจ้าหน้าที่ของรัฐว่า การก่อเหตุรุนแรงของกลุ่มก่อความไม่สงบ นอกจากเป้าประสงค์ต้องการแผ่ขยายความกลัวให้ปกคลุมพื้นที่เพื่อกดดันให้มวลชนปฏิเสธความร่วมมือกับฝ่ายบ้านเมืองในการยุติความรุนแรงแล้ว ยังหวังใช้ภาพความสูญเสีย ทำลายความน่าเชื่อถืออำนาจรัฐควบคู่ไปกับการเพื่อชิงพื้นที่ข่าวสาร เพื่อเรียกร้องความสนใจจากต่างประเทศให้ยื่นมือเข้ามาแทรกแซงการแก้ปัญหาใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

 “พ.อ.บรรพต พูลเพียร” ในฐานะ “โฆษก กอ.รมน.ภ.๔ ส่วนหน้า” คือทหารหาญอีกท่านหนึ่งที่ทำหน้าที่สร้างสมดุลทางข่าวสารในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการให้ความกระจ่างชัดในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านข้อมูล หลักฐาน และข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาข่าวสารที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการพยายาม “ดิสเครดิต” อำนาจรัฐจากขบวนการก่อความไม่สงบ

 “ผมไม่อยากให้ชีวิตขาดหรือตกช่วงเวลาอันสำคัญในฐานะของชายชาติทหาร ว่าวันหนึ่งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เคยเกิดเหตุรุนแรง และเราได้ลงมามีส่วนในการหาหนทางคลี่คลายวิกฤติ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร อย่างน้อยเราก็ได้มีโอกาสทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว และดีกว่าไม่คิดทำอะไรเลย” พ.อ.บรรพต ย้อนเรื่องราวก่อนเดินทางสู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

 ตลอดเส้นทางชีวิตราชการ พ.อ.บรรพต ได้ผ่านประสบการณ์โชกโชน รวมไปถึงการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจนอกแผ่นดิน หรือแม้กระทั่งทำหน้าที่ “หน่วยข่าว” แต่การทำหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เจ้าตัวยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนของรากเหง้าปัญหาที่ทับถมกันเป็นเวลายาวนาน อีกทั้งยังมีเรื่องราวของประวัติศาสตร์ ประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมทางสังคมที่แตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นอย่างสิ้นเชิง

 ดังนั้น การปฏิบัติราชการในสนามชายแดนภาคใต้ นอกจากต้องระมัดระวังมิให้กระทบความรู้สึกของประชาชนทุกเชื้อชาติศาสนาในพื้นที่แห่งนี้แล้ว กระแสเรื่องของข่าวสารเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามและไตร่ตรองอย่างพินิจพิเคราะห์ เพราะใน จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เต็มไปด้วยข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวจริง จึงจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำฝ่ายตรงข้าม

 ตลอดระยะเวลา ๒๑ ปีที่ผ่านมา มีข่าวสารนับร้อยนับพันหรือหมื่นที่ “โฆษก กอ.รมน.ภ.๔ สน.”ต้องทำหน้าที่ชี้แจง สร้างความกระจ่างชัดต่อสังคม แต่ไม่มีครั้งใดที่ทำให้เครียดเท่ากับเหตุการณ์ “จีที ๒๐๐๐” เพราะเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะต้องทำให้สังคมเกิดความเข้าใจ ส่วนอีกเหตุการณ์คือ “เหตุถล่มฐานร้อย ร.๑๕๑๒๑" หรือ "ฐานพระองค์ดำ" จ.นราธิวาส โดยต้องชี้แจงและให้ข้อมูลกับสื่อวันเดียวกว่า ๒๐ ครั้ง และที่สำคัญเป็นเหตุที่สร้างความเศร้าสลดใจแก่ทหารทุกนายอย่างมาก

 “เราอยู่กับข้อมูลข่าวสารและคลุกคลีกับสถานการณ์ความไม่สงบทุกวัน บางวันเครียดมาก แต่ก็ต้องหาทางออก เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้โดยจะเลือกใช้วิธีหลับตากำหนดลมหายใจเข้าออก  ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย แล้วตั้งสมาธิเพื่อทำให้จิตว่างไม่สับสนวุ่นวาย จากนั้นจึงกลับมาลุยงานต่อ” พ.อ.บรรพต บอกถึงวิธีคลายเครียดจากปัญหาความไม่สงบ

 ไม่เพียงแค่การปลีกตัวหาเวลาทำสมาธิ เพื่อสยบความเครียดจาก “สงครามข่าวสาร” ที่กลุ่มก่อความไม่สงบโหมกระหน่ำใส่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนแล้ว พ.อ.บรรพต ยังสนใจศึกษาในเรื่องของ “พระเครื่อง” โดยเฉพาะเรื่องของ “พุทธคุณ” และ “พุทธศิลป์”

 ทั้งนี้ โฆษก กอ.รมน.ภ.๔ สน. พูดถึงพระเครื่องไว้อย่างน่าคิดว่า เรื่องพระเครื่องรางของขลัง คือของที่อยู่คู่กับสังคมไทยพุทธมาช้านาน โดยเฉพาะชีวิตของข้าราชการทหาร ย่อมมีเรื่องของวัตถุมงคลเข้ามาเกี่ยวพันชนิดแยกไม่ออก เพราะของสิ่งนี้นอกจากเป็นดั่งขวัญกำลังใจแล้ว ยังเป็นหนึ่งในกุศโลบายธรรม ที่ทำให้ผู้สวมใส่ หรือผู้พกพาตั้งอยู่ในศีลในธรรม เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ององค์พระ หรือวัตถุมงคลเหล่านั้น

 สำหรับพระเครื่องของนายทหารรายนี้ จะเลือกพิจารณาที่พุทธคุณเป็นลำดับแรก โดยศึกษาไปที่ประวัติผู้สร้าง เจตนาในการสร้าง และมวลสารที่นำมาสร้าง จากนั้นจึงพิจารณาพุทธลักษณะ ทางด้านศิลปะ ความงดงาม และบ่งบอกถึงเอกลักษณะทางศิลปะแต่ละยุคสมัย

 หากมีศรัทธา ปาฏิหาริย์ จะบังเกิดกับชีวิตเราเสมอ โดยย้อนกลับไปเมื่อครั้งเริ่มรับราชการทหารในฐานะผู้หมวด ขณะนั้นปฏิบัติราชการในพื้นที่ บ้านหนองมั่ง อรัญประเทศ ในระหว่างลาดตระเวนเข้าสู่พื้นที่ “คิลลิ่ง โซน” ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามซุ่มโจมตี แต่เคราะห์ดีที่รอดพ้นคมกระสุนราวปาฏิหาริย์  ก่อนจะเปิดฉากยิงตอบโต้จนข้าศึกถอยกระเจิง

 “ปกติผู้หมวดจะไม่เดินนำหน้า โดยจะมีกำลังทหารคอยขนาบ แต่วันนั้นผมเดินนำหน้า ทำให้คนร้ายคิดว่าผมเป็นแค่พลทหาร เขาจึงกราดกระสุนใส่กลางขบวนลาดตระเวน ซึ่งวันนั้นผมอาราธนาพระหูยาน ลพบุรี ติดตัว ซึ่งเป็นพระที่ผมศรัทธาและเชื่อมั่นอย่างมาก” พ.อ.บรรพต เล่าย้อนเหตุการณ์ระทึก

 ปัจจุบัน พระเครื่องที่อารธนาติดตัวอยู่เป็นประจำคือ พระหูยาน ลพบุรี ซึ่งเล่าสืบต่อกันว่าเป็นพระเครื่องที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงนำประดับมาลาก่อนออกศึกทุกครั้ง ส่วนพระองค์ที่สองคือ “พระลีลากำแพงเพชร” และ “พระผงของขวัญ วัดปากน้ำ พิมพ์สามเหลี่ยม” ซึ่งทั้ง ๓ องค์ล้วนมีประสบการณ์ช่วยให้ชีวิตแคล้วคลาดปลอดภัยมาแล้วหลายครา

 นอกจากนี้ยังมี “พระยอดขุนพล วัดไก่ ซุ้มเรือนแก้ว” ซึ่งผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมอบให้ รวมทั้งเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น ๓” และ ”พระพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน” ที่พกติดตัวทุกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหรียญ ร.๕ เนื้อทองคำ รุ่นอนุรักษ์ชาติ ที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษได้จัดสร้างขึ้น โดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์ดังทั่วประเทศ ร่วมพิธีปลุกเสก และอธิษฐานจิต ซึ่งตลอดพิธีการจัดสร้างได้มีโอกาสเห็น และติดตาม ทำให้เกิดความศรัทธาและเลื่อมใสก่อนจะพกติดตัวอยู่เสมอ

 “พระเครื่องเป็นเสมือนแรงใจที่ทำให้เรารู้สึกไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และเป็นดั่งขวัญให้เราก้าวข้ามความกลัวที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้ ดังนั้นการจะแขวนพระองค์ใดก็ตาม ผู้แขวนจะต้องรู้ และศึกษา พร้อมทั้งมีความเชื่อมั่นและศรัทธาเสียก่อน เมื่อนั้นสิ่งดีๆ จะบังเกิด และนำพาชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีได้ ดังนั้นก่อนจะอาราธนาวัตถุมงคลใดขึ้นคล้องคอ ผมจะต้องรู้ก่อนว่า ดีอย่างไร ใครปลุกเสก เจตนาสร้างเพื่อการใด และมวลสารประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง ที่สำคัญเราต้องมีศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อสิ่งนั้นด้วย” พ.อ.บรรพต กล่าวทิ้งท้าย

 "ชีวิตของข้าราชการทหาร ย่อมมีเรื่องของวัตถุมงคลเข้ามาเกี่ยวพันชนิดแยกไม่ออก เพราะของสิ่งนี้นอกจากเป็นดั่งขวัญกำลังใจแล้ว ยังเป็นหนึ่งในกุศโลบายธรรมที่ทำให้ผู้สวมใส่ หรือผู้พกพาตั้งอยู่ในศีลในธรรม"

"สุพิชฌาย์ รัตนะ สำนักข่าวเนชั่น"

"}])