พระเครื่อง

คันฉ่องและโคมฉาย - สันติในเรือนใจ 
7.ภาษากาย ภาษาแห่งสันติ

คันฉ่องและโคมฉาย - สันติในเรือนใจ 7.ภาษากาย ภาษาแห่งสันติ

12 มี.ค. 2554

พูดด้วยความคิด แล้วคำพูดของเราจะไม่เป็นหอกดาบ แหลนหลาวที่พุ่งไปทำร้ายใคร ทุกครั้งที่เราพูดด้วยความคิดหรือคิดก่อนพูด ทุกๆ ครั้งที่คำพูดหลุดออกจากริมฝีปากของเรา จะให้ความรู้สึกดังหนึ่งดวงดอกไม้หลุดร่วงจากริมฝีปากของเรา

 ดังนั้นเวลาพูด เราเคยถามตัวเองไหมว่ามีอะไรหล่นจากปากของเรา วันนี้ซัดหอกใส่ใครไปแล้วกี่เล่ม ซัดดาบใส่ใครไปแล้วกี่คม ปาระเบิดที่ออกจากปากเราไปแล้วกี่ลูก บางคนไม่ใช่แค่ระเบิดลูกเดียวนะ คาร์บอมบ์เลยที่อยู่ในปาก พูดที่ไหน วงแตกกันหมดนั่นเพราะไม่เคยพูดด้วยเมตตา

 ทำด้วยเมตตาก็หมายความว่า เวลาที่เราจะแสดงออกทางกายของเราให้เจริญสติกำกับเสมอ มือนี้ไม่ได้มีไว้ตบ แต่มือนี้มีไว้ตระกองกอด เท้านี้ไม่ได้มีไว้เตะ แต่มีไว้เดินไปหาคุณงามความดี มีไว้เดินไปหาสวนโมกข์ มีไว้เดินไปหาหอจดหมายเหตุพุทธทาส มีไว้เดินเข้าวัด อย่าพาเท้าเดินไปเข้าคุก เข้าแหล่งอบายมุข เข้าสถานที่อโคจร 

 คุณจะแสดงออกทางกายกรรมของคุณ ถ้าเจริญสติมันจะเปี่ยมเมตตา จะทอดตามองใครสักคนหนึ่ง ให้มองเขาด้วยสายตาแห่งเมตตาการุณย์ดังน้ำและน้ำนม ที่กลมกลืนกันโดยไม่มีรอยตะเข็บ เคยมองเพื่อมนุษย์ด้วยสายตาแห่งกรุณาและไมตรีไหม บางคนมองเพื่อนด้วยหางตา เรากำลังใช้ตาเราโดยขาดความเมตตา

 มือของเรามีไว้แบ่งปันมีไว้ตระกองกอด มีไว้อุ้มชู ได้โปรดอย่าใช้มือของเรานี้ไปลั่นไกปืน ได้โปรดอย่าใช้มือของเรานี้ไปลักขโมย ได้โปรดอย่าใช้มือของเรานี้ไปตบลูกตบเมีย ได้โปรดอย่าใช้มือของเรานี้ไปวางระเบิดที่ไหน เคารพมือของเรา ทุกครั้งที่ใช้มือของเราเหมือนดังหนึ่งกำลังจะใช้มือนั้นประเคนของให้แก่พระสงฆ์องค์เจ้า ใช้มือด้วยความเคารพ ใช้มือด้วยความตระหนักรู้

 เท้าของเราทุกครั้งที่จะเหยียบย่างไปไหน เจริญสติอยู่เสมอ จะเหยียบลงบนผืนแผ่นดิน ลงบนพระแม่ธรณี เจริญสติ หายใจ หายใจ แล้วก็ค่อยๆ เดินจงกรมอย่างมีสติ โดยวิธีนี้แผ่นดินก็ไม่ถูกกระทำจากเท้าของเรา ทุกๆ ครั้งที่เราเดินออกจากบ้าน ให้ถามตัวเองเสมอว่า ด้วยสองเท้านี้ ฉันกำลังจะเดินไปไหน อย่าใช้เท้าไปก่อความรุนแรงด้วยประการทั้งปวง

 กายนี้ควรที่เป็นที่รองรับไว้ซึ่งคุณงามความดีเหมือนที่ท่านพุทธทาสภิกขุทำให้ดู ชีวิตของท่าน แปดสิบกว่าปี เป็นธาตุเป็นขันธ์รองรับไว้ซึ่งพระธรรมคำสอนขององค์ชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเป็นเหตุให้เมื่อท่านล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว กระดูกของท่าน อัฐิของท่าน สรีรังคารของท่าน ได้รับการเชิดชูบูชา

"ว.วชิรเมธี"

"}])