
คันฉ่องและโคมฉาย - สันติในเรือนใจ 5. ความเมตตา
ที่ใดก็ตามที่มีตัณหา มานะ ทิฐิ คือ อยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ ณ ที่นั้นก็จะไม่มีสันติภาพ ถ้าในใจของเราเต็มไปด้วยความอยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ ใจของเราก็ไม่มีสันติหรอก คนที่มีความโลภมาก ๆ มีแล้วก็อยากมีอีกหายุติไม่ได้ เพราะว่าจะนอนไม่หลับ คนที่อยากใหญ่
ฉะนั้นตัณหา มานะ ทิฐิ อยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ มีที่ไหนไม่ว่าจะเป็นมิติของจิตใจ มิติขององค์กร มิติของสังคม วัฒนธรรม ประเทศชาติหรือในเวทีโลก ถ้าอยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ แทรกซึมอยู่ในมิติไหน ก็ มิตินั้นก็ไร้สันติภาพ ถ้าเราจะสร้างสันติภาพ เราจะทำอย่างไร ท่านอาจารย์ใหญ่ของเราบอกว่า ให้เรารู้จักใช้ชีวิตนี้ให้เป็นประโยชน์ เช่น ท่านได้ใช้คำว่า ธรรมะคือหน้าที่
ถ้าเราแต่ละคนมุ่งมั่นทำหน้าที่ของเราอย่างชัดเจนแน่นอนที่สุดสันติภาพก็เกิดขึ้น แต่ถ้าเราไม่ได้มุ่งมั่น ทำหน้าที่ของเรา เช่นว่า มีหน้าที่อย่างหนึ่งแต่ไพล่ไปทำอีกอย่างหนึ่ง ก็เกิดวิกฤต พอวิกฤตก็ไร้สันติภาพ ที่นี้ในทัศนะของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมว่า หากอยากให้โลกนี้มีสันติภาพ ก็ต้องปฏิบัติตามหลักการที่ชื่อ สาราณียธรรม หรือ สามัคคีธรรม ทั้ง ๖ ประการต่อไปนี้
๑ คิดด้วยเมตตา
๒ พูดด้วยเมตตา
๓ ทำด้วยเมตตา
๔ สาธารณโพธิตา มีจิตสำนึกสาธารณะ ได้ทรัพยากรดี ๆ มา แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้
๕ ทิฐิสามัญตา มีความคิด ความเห็นลงรอยเป็นหนึ่งเดียวกัน
๖ ศีลสามัญตา มีความประพฤติ หรือมีแบบแผนในการดำรงชีวิตลงรอยเป็นแนวเดียวกัน
ถ้ามี สาราณียธรรม ทั้ง ๖ ประการดังนี้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละสันติภาพในสังคม ในประเทศ และในโลกก็จะเกิดขึ้น
ขออธิบายสั้น ๆ เท่าที่เวลาจะอำนวยว่า ๑. คิดด้วยเมตตา หมายความว่า ให้เรารู้จักเปลี่ยนแปลงวิธีคิดหรือโลกทัศน์ของเรา เช่น ปกติเวลาเราเห็นคน เราก็จะรักเฉพาะคนที่มีรากร่วม ทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกันกับเรา เช่นคนไทย ถ้าเป็นคนเหนือด้วยกันก็จะรู้สึกผูกพันกันง่ายกว่าคนใต้ ถ้าคนใต้ด้วยกันเจอกันที่ไหน พอแหลงใต้ด้วยกันก็จะรู้สึกว่าเป็นเพื่อนกันทันที ถ้าต่างศาสนา ถ้าชาวพุทธเจอชาวพุทธ ก็จะรู้สึกเป็นพวกเดียวกันทันที ชาวคริสต์เจอชาวคริสต์ เขาก็จะรู้สึกว่าเป็น คริสเตียนเหมือนกันก็จะจับมือกันได้ง่ายกว่า
นี่เป็นวิธีคิดที่แบ่งขั้ว เลือกข้าง แยกส่วน เราจะเลือกรักเลือกเมตตาเฉพาะคนที่มีรากร่วมทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกันกับเราเท่านั้น นี่ยังไม่ใช่ความเมตตาที่แท้จริง
"ว.วชิรเมธี"



