
สายธารพระป่า แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
หากจะรำลึกคุณงามความดีของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (พระธรรมวิสุทธิมงคล) แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ซึ่งท่านได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2554 ก็คงจะละเลยที่จะกล่าวถึง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ไปไม่ได้ เนื่องด้วยท่านเป็นครูบาอาจารย์ พระวิปัสสนากรรมฐาน
และหากจะรำลึกถึงพระคุณของพระป่าผู้ปกป้องป่า ผู้ปกป้องลมหายใจให้ชาวโลกให้มีพื้นที่แห่งสันติในใจมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คงต้องย้อนขึ้นไปถึงต้นสายพระธุดงคกรรมฐาน (วงศ์พระป่า) ในสมัยรัตโกสินทร์ ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๔๐ คือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
แต่ทำไมต้นสายพระป่าจึงกำเนิดในกรุงเทพฯ ?
มารู้จักประวัติของหลวงปู่จันทร์กันสักหน่อย
เดิมหลวงปู่จันทร์ เป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด ตามประวัติเล่าว่า ท่านเป็นเด็กที่มีความคิดพิจารณามาแต่อายุ ๗ ขวบ บิดามารดาเป็นคนใจบุญสุนทาน มีความใกล้ชิดกับวัดวาครูบาอาจารย์มาก พออายุได้ ๑๓ ปี อันอยู่ในช่วงพ.ศ. ๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต สมัยนั้น เป็นธรรมเนียมของชาวไทยทุกคน ต้องโกนผมไว้ทุกข์แด่องค์พระมหากษัตริย์ และรักษาศีล เจริญภาวนาเป็นการบูชาพระคุณ แต่สำหรับบุคคลที่รักรูปรักกาย สังขารก็มีอยู่บางคนถึงกับร้องไห้เสียใจเพราะต้องปลงผมอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะเป็นสตรีที่เสียใจกันมาก แต่หลวงปู่จันทร์ (สมัยเป็นเด็ก) กลับมองตรงกันข้าม ท่านคิดในใจว่า “ศีรษะโล้นนี่เป็นของดีงาม วิเศษกว่ามีผมที่รุงรังบนหัว”
ตั้งแต่ถูกปลงผมหมดหัวไปแล้ว หลวงปู่จันทร์สมัยเป็นเด็ก ก็มีความสุขมาก กระทั่งพ่อถามว่า “ถ้าจะให้บวชเป็นสามเณร จะอดข้าวเย็นได้บ่” ท่านตอบไปว่า “อดได้”
ต่อมาพ่อกับแม่จึงได้นำท่านไปฝากบวชกับท่านเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไหล และได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรจันทร์ สุภกร ในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ต่อมาอายุครบบวช พ่อจึงหาอุบายที่จะให้ท่านบวชพระ จนกระทั่งท่านรับปากพ่อกับแม่ว่า “จะบวชให้สัก ๓ ปี " ตอนนั้น พ่อท่านตอบไปว่า “ลูกจะบวชให้สักปีหรือสองปีก็ไม่ว่า แต่ขอให้บวชเป็นพระก็แล้วกัน”
การอุปสมบทจึงเกิดขึ้น ณ วัดศรีทอง เมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ โดยมีท่านพระเทวธัมมี (ม้าว) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังการบวชเรียน ท่านศึกษาวิชาการต่างๆ อย่างชนิดทุ่มเทจิตใจทั้งปริยัติและปฏิบัติจนเห็นผล ปฏิเวท รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมขณะออกปฏิบัติ “ธุดงค์กรรมฐาน” จนมีความเข้าอกเข้าใจภูมิธรรมปฏิบัติ และท่านยังมีเมตตาสงเคราะห์ในเรื่องของวิปัสสนากรรมฐานไปถึงประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพม่า
หลวงปู่จันทร์นี่เองท่านเป็นผู้สนับสนุนให้หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ก่อตั้งกองทัพธรรมเพื่อออกเผยแพร่ธรรมอันบริสุทธิ์แก่ประชาชนด้วยดีตลอดมา ตลอดชีวิตของท่าน ได้อุทิศกายถวายชีวิตแก่พระศาสนาจนหมดสิ้น กระทั่งอาพาธอย่างหนักด้วยโรคมะเร็งในกระดูก และท่านยังได้ฝากธรรมอันสูงสุดไว้ว่า “สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนอะไรเลย มีแต่จะเป็นทุกข์เรื่อยไปเชียว”
และหากจะย้อนต้นสายของพระธุดงค์กรรมฐานไปอีกก็ต้อนย้อนไปในสมัยพุทธกาล ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นธารอย่างแท้จริง
หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร เจ้าอาวาสวัดป่าดานวิเวก จ.หนองคายได้บันทึกเรื่องราวต้นสายพระป่าไว้ อยู่ในหนังสือ "พระป่าสมัยรัตนโกสินทร์" ตอนหนึ่งว่า ...พระป่าในที่นี้ หมายถึงท่านผู้บรรพชาอุปสมบทถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง บวชด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มีเจตนาบวชด้วยความบริสุทธิ์ใจ บวชแล้วมุ่งดำเนินตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
"จุดมุ่งหมายในการบวช บวชเพื่อหนีจากวัฏสงสาร หนีจากกองทุกข์ กองเพลิง บวชเพื่อข้ามโอฆะกันดาร บวชเพื่อแสวงหาทางอันบรมสุข ที่ท่านเรียกว่า พระนิพพาน ซึ่งเป็นความสุขอย่างบริสุทธิ์สมบูรณ์ จะหาความสุขในโลกนี้หรือโลกไหนมาเปรียบเทียบไม่ได้
"ตามพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าเสด็จออกบวชเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์เท่านั้น พระองค์ทรงพากเพียรพยายามสร้างพระบารมีมาจนเต็มเปี่ยมครบถ้วนสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยพระบารมีแล้ว พระองค์จึงได้ตรัสรู้ธรรม คืออริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ตรัสรู้ธรรมใต้ร่มไม้ ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธบริษัทถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เราชาวพุทธได้ถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของพระพุทธศาสนา พากันเรียกว่า วันวิสาขบูชา ...
"เมื่อพระองค์ตรัสรู้เองโดยชอบแล้ว พระองค์จึงทรงนำธรรมที่ทรงรู้ ทรงเห็นมาประกาศศาสนา ทรงแนะนำสั่งสอนสัตว์โลก ด้วยน้ำพระทัยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพระเมตตามหาคุณ ทรงเมตตาสัตว์โลก จนถึงวันเสด็จปรินิพพาน หลักธรรมที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่ทรงนำมาประกาศพุทธศาสนา โดยย่อมีอยู่สามอย่างคือ ๑.การไม่ทำบาป คือไม่ทำความชั่วทั้งปวง ที่เป็นเหตุก่อให้เกิดโทษทุกข์ทั้งมวล ตั้งแต่ส่วนเล็กน้อยไปถึงส่วนใหญ่สุด ๒.ถึงพร้อมด้วยการบำเพ็ญกุศล คือ ทำแต่สิ่งดีงามไม่เกิดโทษ ให้พยายามบำเพ็ญกุศล ตั้งแต่ส่วนเล็กน้อยไปจนถึงส่วนใหญ่ พยายามบำเพ็ญให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ๓.พยายามชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ จนเป็นวิสุทธิจิตวิสุทธิธรรม เป็นจิตที่เหนือมลทินของกิเลสทั้งมวล"
หัวใจแห่งธรรมทั้งสามข้อนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงต่อหน้าพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่มาพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย ในวันเพ็ญเดือน ๓ หลังการตรัสรู้ธรรม ๙ เดือน คือวันนี้ "วันมาฆบูชา"
และตราบใดที่หลักธรรมสามข้อนี้ยังคงเป็นหลักปฏิบัติของพุทธบริษัทสี่ในทุกวันนี้ หรือวันหน้า ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ และความเย็นอกเย็นใจอย่างแน่นอน ...
"มนสิกุล โอวาทเภสัชช์"



