
คันฉ่องและโคมฉาย - สันติในเรือนใจ 3.จิตวิกฤติ
เพราะความอยากได้ตัวเดียว ทำให้สังคมไทย สังคมโลกหายนะถึงเพียงนี้เพราะเราอยากได้ โดยมีเงินนั่นแหละเป็นหมุดหมายที่ล่อเอามนุษยชาติทั่วทั้งโลกให้วิ่งกันหาให้วิ่งกันครอบครอง ตะกุยตะกายกันเข้าไปเพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเงินมากที่สุดครอบครองผลประโยชน์ให้ได้มากท
มหาตมะ คานธี เคยพูดเอาไว้ว่า “ทรัพยากรบรรดามีอยู่ในโลกนั้น เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่พอที่จะหล่อเลี้ยงคนที่มีความละโมบเพียงคนเดียว” ดังนั้นแทนที่มนุษยชาติจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพราะแบ่งกันกินแบ่งกันใช้อย่างทั่วถึง แต่พอมีใครคนใดคนหนึ่งโลภโมโทสัน กว้านเอาทรัพยากรไปไว้บนหน้าตักของตัวเองทั้งหมด คนที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ ในการเข้าถึงทรัพยากรของตนเอง เมื่อเรียกร้องแล้วไม่ได้ ในที่สุดก็จึงเกิดสงครามแย่งชิงทรัพยากร เช่นที่เราเริ่มมีวิกฤติอาหาร วิกฤติน้ำมัน วิกฤติการเงินการคลัง เรียกว่า แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ ย่งคู่กันพิศวาส แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ เพราะอะไร ความโลภเข้าครอบงำใจคน วิกฤติจึงลุกลามไปทั่วก็เพราะ โลภาภิวัตน์ หรือ ความอยากได้นั่นเอง
อยากใหญ่ก็หมายถึง อยากเอาชนะคะคาน อยากเป็นที่หนึ่ง อยากได้รับความสำคัญ อยากเป็นอมตะ อยากให้โลกทั้งโลกยกย่องสรรเสริญ อยากได้ชื่อว่าเป็นยอดคนของโลก อยากได้ชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งของแต่ละวงการ ทีนี้อยากใหญ่หรืออยากเป็นที่หนึ่ง ก็อย่างที่บอกแล้วว่า เมื่อเป็นที่หนึ่งก็ต้องมีตำแหน่งเดียว ในเมื่อตำแหน่งที่หนึ่งมีตำแหน่งเดียวแต่คนอยากเป็นที่หนึ่งมีเป็นร้อย พัน หมื่น แสน ล้านคน ดังนั้นต่างคนก็ต่างอยากใหญ่ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ตำแหน่งนั้นกลับมีอยู่อย่างจำกัด นั่นเป็นเหตุให้ทุกคนที่อยากใหญ่ต้องแก่งแย่งแข่งขันกันครอบครองเก้าอี้แห่งความเป็นที่หนึ่ง และยิ่งแก่งแย่งแข่งขันก็ยิ่งมีการเข่นฆ่าราวีซึ่งกันและกันนั้น
อยากใหญ่ก็คือ บ้าอำนาจ ได้อำนาจแล้ว ก็อยากจะครอบครองอำนาจให้ยาวนานที่สุดเหนือคนอื่นๆ
"ว.วชิรเมธี"



