
พึ่งตนพึ่งธรรม - คนเราอยู่ได้ด้วย ความรัก
ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาอาจารย์พร้อมกับสารภาพว่า อาจารย์ผมจะทำอย่างไรดี ผมกำลังมีความรัก อาจารย์เพียงแต่นิ่งและตอบว่า คนเรามีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยความรัก...รักในเพื่อนมนุษย์
เป็นคำตอบสั้นๆ ที่แฝงด้วยความหมาย แต่คงเพราะเนื้อหาคำสอนในพุทธศาสนาของเราถูกตีความไปที่เรื่องการตัดกิเลสการไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ก็เลยทำให้คนจำนวนมากมองไม่ออกว่าพุทธศาสนากับความรักจะไปด้วยกันได้อย่างไร แม้แต่ภิกษุรูปดังกล่าวก็ยังต้องไปสารภาพกับอาจารย์ว่ากำลังมีความรัก คงเพราะรู้สึกไม่มั่นคงหรืออาจจะเพราะรู้สึกผิดที่ตนกำลังมีความรัก
อันที่จริงความรักโดยตัวมันเองไม่ได้เป็นเรื่องผิดบาปหรือเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระเหมือนอย่างที่ผู้ใหญ่ชอบมองว่าความรักของเด็กวัยรุ่นเป็นเรื่องชั่ววูบ วูบๆ วาบๆ ประเดี๋ยวมาประเดี๋ยวไป หรือความรักของวัยรุ่นเป็นเรื่องเบาหวิวเหมือนปุยนุ่นลอยลม แต่ความจริงแล้วความรักเป็นพื้นฐานของพัฒนาการด้านในในทุกๆ เรื่อง
เราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยมีความรักมาก่อน
เราจะเข้าใจเด็กวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโตมีความรักได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักมาก่อน
เราจะเข้าใจคนที่ผิดหวัง อกหัก รักคุด ได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยมีความรักและผิดหวังในความรักมาก่อน
เราจะสอน บอก แนะนำหรือให้คำปรึกษาคนที่ผิดหวังในความรักได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยผิดหวังในความรักมาก่อน
ดังนั้น ความรักในลำดับต้นๆ ก็คือ "การค้นพบตัวเอง" ว่าเรายังมีชีวิต มีลมหายใจและเป็น "มนุษย์" เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะเป็นมนุษย์จึงยังต้องการ "ความรัก" หากไม่ต้องการความรักเสียแล้ว คนนั้นก็เป็น "อมนุษย์" นั่นเอง หลายคนก็เลยไม่ค่อยเข้าใจตัวเองว่า ทำไมยังต้องประสบพบเจอกับความรักอยู่ร่ำไป (หนำซ้ำรักที่เจอมักจะเป็นรักคุดอีกต่างหาก)
ดังนั้น หากใครที่ยังรู้สึกตัวได้ว่ายังมีความรัก ก็ขอให้รู้ตัวเถิดว่ายังมีความเป็น "มนุษย์" อยู่ นั่นหมายความว่า เรายังมีศักยภาพบางอย่างพร้อมที่จะพัฒนา คนที่ไม่เคยรักใครหรือคนที่วิ่งหนีความรักต่างหากที่ไม่ยอมค้นพบตัวเองสักที ในขณะที่บางคนก็รู้สึกระคายเคืองไปกับความรักก็มี นั่นหมายความว่า นี่เป็นขั้นตอนแรกของพัฒนาการในเรื่องความรัก
สถานการณ์ถัดมาเมื่อมีความรักเกิดขึ้นแล้ว เราสามารถรับรู้ได้ถึงความสุขจากการที่ "ได้รัก" และ "ถูกรัก" เราจะเข้าใจความสุขจากการมีความรักได้ดีเมื่อความรักมีการตอบสนองซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่ายด้วยการส่งออกไปและได้รับกลับมา
ความรักก็เลยมีอิทธิพลต่อเรื่องราวต่างๆ รอบๆ ตัวตามไปด้วย ขยันไปโรงเรียนเพราะจะได้เจอเธอ ขยันไปทำงานเพราะที่ทำงานได้เจอเขา ผลการเรียนผลการทำงานก็มีประสิทธิภาพตามมา เพราะมาจากข้างในที่มีความสุข พอภายในมีความสุขก็มีผลกับหน้าที่การงานและการเรียน "การยึดติด" และ "ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" ก็พัฒนาตามไปด้วย เราอยากให้ความสุขกับคนรักเกิดขึ้นกับเราคนเดียว ไม่ต้องการแบ่งปันความสุขนี้กับคนอื่น ไม่ต้องการให้คนรักไปมอบความสุขแบบเดียวกันนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่เรา เราอยากมีความสุขแบบนี้กับคนรักของเราคนเดียวเท่านั้น
สำหรับบางคนแล้ว เวลามีความรักกลับทำให้โลกแคบลงก็มี เพราะต้องการให้ "โลกนี้มีแต่เราเพียงสองคน" เท่านั้น แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะความเป็นจริงก็คือในโลกนี้ยังมีคนอื่นๆ อีกหลายคนล้อมรอบตัวเรากับคนที่เรารัก และเรากับคนที่เรารักก็ยังคงต้องปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อยู่
และเมื่อคนรักของเราเปลี่ยนไป เขา(เธอ)ไปแบ่งปันความสุขแบบเดียวกันนี้ให้คนอื่นๆ ด้วย เราก็เริ่มไม่พอใจ "ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" ก็เริ่มออกฤทธิ์
สถานการณ์ตรงนี้ก็กลายเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของพัฒนาการของความรัก มีคนจำนวนมากเหลือเกินที่ไม่สามารถ "เจริญสติ" ไปกับ "ฤทธิ์เดช" ของ "ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" ที่เกิดขึ้นได้ อาการโกรธเกรี้ยว หึงหวง รุนแรงเนื่องจากคนรักมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปหรือไปพัวพันกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เราก็เริ่มแผลงฤทธิ์ตามมา สถานการณ์ตรงนี้ไม่เลือกปฏิบัติว่าคู่รักนั้นจะ "ต่างเพศ" หรือ "เพศเดียวกัน" ต่างรุนแรงเท่าๆ กัน (คนทั่วไปมักเข้าใจว่าอารมณ์รุนแรงจากความรักมักเป็นเฉพาะ "รักเพศเดียวกัน" แต่ความเป็นจริงก็คือ "รักต่างเพศ" ก็รุนแรงเช่นเดียวกัน)
สถานการณ์ตรงนี้จะคอยเตือนให้เรารับรู้ถึงพิษสงของการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของว่าเป็นอย่างไร การสนองตอบต่อความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของที่ไม่สมหวังมักแสดงออกสี่ทางด้วยกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (แต่บางครั้งก็แสดงออกทั้งสี่ทาง) ทำร้ายตัวเอง, ทำร้ายคนรัก, ทำร้ายมือที่สามที่เข้ามาพัวพัน หรือเผาบ้านทำลายข้าวของให้ย่อยยับเป็นจุณไปในพริบตา
ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับคนกระโดดตึกฆ่าตัวตายเพราะรักคุด, ฆ่าแฟนเพราะหึงหวง, ฆ่าชู้มือที่สาม, ตามเอาน้ำกรดไปราดหน้า, ฆ่าเมียฆ่าลูกแล้วฆ่าตัวเองตายตาม ทำไมความรักจึงกลายเป็นความรุนแรงไปในชั่วพริบตา ถ้าเรารักเขาจริงเราก็น่าจะยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเขา ความรักไม่น่าลงเอยด้วยความรุนแรง แต่นั่นก็เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าไปจัดการ "ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" ที่แผลงฤทธิ์ออกมาได้ ประเด็นก็คือ เราควรกลับไปจัดการกับอารมณ์ภายในแทนที่จะไปจัดการกับคนอื่น
เมื่อมาถึงตรงนี้ ความรักที่ผิดความคาดหวังมีผลกระทบต่อสิ่งรอบตัวไม่แพ้ความสุขความร่มรื่นจากความรักที่เคยได้รับก่อนหน้านี้ ผลการเรียนที่ตกต่ำ หน้าที่การงานที่ล้มเหลว มีเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า บางคนถึงกับไม่สามารถขับรถกลับบ้านได้ ต้องโทรศัพท์ไปตามเพื่อนให้เพื่อนช่วยขับรถพาไปส่งบ้าน บางคนต้องลาหยุดงานหรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนงานเปลี่ยนที่อยู่ไปเลย ทั้งนี้ก็เพื่อประคับประคองตัวเองให้มีลมหายใจอยู่ต่อไปให้ได้
การมี "สติ" ไปกับ "ความรัก" (และความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ) จึงเป็นเรื่องสำคัญ ต่อเมื่อสถานการณ์ "มาคุ" ผ่านไปเราจึงจะเห็นได้ว่าเราทำพลาดอะไรไปบ้าง บางคนอาจต้องผ่านสถานการณ์ทำนองนี้ซ้ำๆ หลายร้อยครั้ง เพราะสอบไม่ผ่าน แต่ผู้เขียนอยากบอกว่า ความรักเป็นเรื่องของการเรียนรู้และพัฒนา ฉะนั้นเป็นไปได้ที่เราจะต้องล้มลุกคลุกคลานไปกับเหตุการณ์ทำนองนี้หลายครั้งกว่าจะ "เข้าใจ" มัน
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ความรักโดยตัวมันเองมีความเป็น "อนิจจัง" เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ในโลก ในเมื่อความรักเป็นเรื่องอนิจจังมีความไม่แน่นอนคงทนแฝงอยู่ ก็ควรหันมาใช้ความเป็นอนิจจังนั้นมาพัฒนาความรัก คือ รักอย่างมีสติ รู้เท่าทัน หากสติมาไม่ทันท่วงทีกับความรักที่เคลื่อนไหวไปมาไม่คงที่ ก็ถือว่าเป็นการพาตัวเองเข้าไปเรียนรู้ ได้ผลลัพธ์บวกหรือลบก็เก็บไว้เป็นบทเรียนสำหรับพัฒนาการในครั้งต่อไป
สำหรับบางคนเมื่อความรักได้ผ่านพ้นไปแล้ว สังเกตให้ดีจะเห็นความรักในรูปแบบอื่นๆ กระจัดกระจายอยู่รอบๆ ตัว...ความรักที่มาจากพ่อแม่ ความรักที่มาจากพี่น้อง ความรักที่มาจากเพื่อนฝูง ความรักที่มาจากคนรอบข้าง ซึ่งทั้งหมดก็คือความรักในรูปแบบของเพื่อนมนุษย์อันมีอยู่จริง แต่เรามักไม่ค่อยสังเกตเห็นกัน
คำพูดที่อาจารย์ตอบลูกศิษย์ในวลีสุดท้ายว่า “รักในเพื่อนมนุษย์” จึงหมายถึงการพัฒนาความรักอันจำกัดคับแคบอยู่กับแค่ตัวเราเองกับคนรักนั้น ให้ขยับขยายตีวงกว้างออกไปอย่างไร้ขอบเขต
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ขยับขยายความรักแบบ "อัตตา" ของเราให้กว้างขวางออกไปจนกลายเป็น "อนันตะ" ไม่มีที่สิ้นสุด จางคลายจากความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แปรสภาพเป็นความรักความปรารถนาดีให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นจะสังกัดด้วยสีผิว ชนชาติ ศาสนา หรือยึดหลักลัทธิทางการเมืองแบบใด
ความรักจึงเป็นเรื่องของประสบการณ์และพัฒนาการด้านในที่ทุกคนต้องผ่าน เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความรัก อย่างน้อยทุกคนต่างก็ต้องมีความรักอยู่ภายในไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง และในที่สุดทุกๆ รูปแบบของความรักก็ต้องพัฒนาไปสู่ความรักในเพื่อนมนุษย์อย่างเป็น "อนันตะ" ด้วยกันทั้งสิ้น.
"หนึ่งลมหายใจ"



