
อุทิศ ชูช่วย กับวจี...เราทุกคนล้วนเป็นหนี้ศาสนา
การสร้างลิฟต์ขึ้นเขาตังกวน เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้ขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง บนเขาตังกวน จ.สงขลา ถือว่าเป็นผลงานอันลือลั่นของ นายอุทิศ ชูช่วย นายก อบจ.สงขลา ด้วยงบประมาณ ๑๕ ล้านบาท เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงวัยได้มีโอกาสกราบนมัสก
“ผมเห็นว่าวัดพะโคะ เป็นหนึ่งในศูนย์รวมใจของชาวพุทธที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่เฉพาะคนใน จ.สงขลาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่เคารพศรัทธาในหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดทั่วประเทศ และยังไม่นับรวมชาวต่างชาติ โดยเฉพาะมาเลเซีย และสิงคโปร์ เมื่อลิฟต์ขึ้นวัดพะโคะดำเนินการแล้วเสร็จ ผมมั่นใจว่าจะเป็นผลดีอย่างแน่นอน” นายอุทิศ กล่าวถึงความตั้งใจ
ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งให้เป็น นายก อบจ.สงขลา การรักษาไว้ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมแห่งบรรพชน กลายเป็นจุดเริ่มที่ทำให้นายอุทิศหันมาส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังมากขึ้น ด้วยเห็นว่า พิธีกรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้นในวัดพื้นที่สงขลา คือสิ่งที่ชมได้ยากยิ่ง อาทิ ประเพณีลากเรือบกข้ามทางรถไฟของชาว อ.นาหม่อม เพื่อรำลึกถึง “พ่อท่านทุ่งเมรุ” ซึ่งเป็นประเพณีที่ไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปส่งเสริมเพื่อธำรงไว้ให้อยู่คู่สังคมมาก่อน ทั้งที่เป็นเรื่องราวที่หาชมได้ยากยิ่ง
ทั้งนี้ นายก อบจ.สงขลา ให้เหตุผลที่น่าสนใจเรื่องวัด ประเพณี ศาสนา วัฒนธรรม และศิลปะท้องถิ่นว่า "เพราะเป็นคนชนบท เติบโตมากับสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเมื่อสังคมเปลี่ยนไป ยิ่งรู้สึกว่า เอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นมาของบรรพชนนับวันจะเลือนหาย ผมจึงอยากหาทางอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไปให้นานที่สุด ศิลปวัฒนธรรมคือสิ่งที่สะท้อนตัวตนของคนในสังคมนั้นๆ อย่างชัดเจนที่สุด ดังนั้นผมจึงพึงระลึกเสมอว่า จะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่ และไม่สูญหาย"
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากเมื่อครั้งเป็นเด็ก ที่เติบโตมาได้เพราะข้าวก้นบาตร อีกทั้งได้ศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งอาศัยอยู่กับพระที่ “วัดปากระวะ” อ.ระโนด จ.สงขลา จนกระทั่งเติบโต มีความรู้ มีอาชีพการงานที่ดี จึงอยากทำนุบำรุงพุทธศาสนา เพื่อทดแทนให้สมกับเมื่อครั้งหนึ่งชีวิตได้มีโอกาสพึ่งใบบุญวัด ด้วยการอยู่กับวัดมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ยึดมั่นใน “กรรมดี” โดยมั่นใจว่า พลังแห่งความดีจะช่วยให้ชีวิตก้าวพ้นจากด้านมืด หรือไม่ตกไปอยู่ในบ่วงกรรม ที่ชักนำไปสู่การประพฤติชั่ว ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็น “หัวใจ” ในการทำงาน ที่เน้นย้ำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนพึงตระหนักอยู่เสมอว่า “การทำดี” จะทำให้ชีวิต “ทำชั่วน้อยลง” ซึ่งจะเป็นการเติมความสุขให้กับสังคมมากขึ้นอีกด้วย
“ต้องเตือนตัวเองให้หมั่นทำในสิ่งที่ดีอยู่เสมอ เพราะเมื่อเราฝักใฝ่ในการกระทำดี ชีวิตก็จะไม่มีเวลาไปคิดในทางผิด หรือกระทำกรรมเลวแน่นอน ผมว่า เราทุกคนล้วนเป็นหนี้บุญคุณศาสนาเหมือนกันหมด เพราะคำสอนขององค์ศาสดาทุกศาสนามุ่งเน้นให้ศาสนิกชนตั้งมั่นอยู่ในความดี ไม่ประพฤติชั่ว ดังนั้นคนในสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ เพราะเรามีศาสนาเป็นเครื่องหลอมรวมสรรพสิ่งให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ” นายอุทิศ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายก อบจ.สงขลา ยังบอกด้วยว่า หากเราเป็นหนี้ใคร เราก็ต้องใช้หนี้ ดังนั้น เมื่อศาสนาขัดเกลาให้เป็นมนุษย์ และอยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติเฉกเช่นทุกวันนี้ จึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อมีเวลาว่าง หรือเว้นจากภารกิจประจำวัน จึงมักหาโอกาสไปทำบุญและร่วมกิจกรรมกับวัดในพื้นที่ทุกแห่ง รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาอื่นๆ อย่างเท่าเทียมเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ด้วยการตั้งมั่นในการหมั่นทำความดีนี้เอง ที่ นายก อบจ.สงขลาเชื่อว่า การกระทำดีคือนามธรรม ที่เรารับรู้ และรู้สึกได้ด้วยตัวเอง และอีกอย่างคือ สิ่งที่เป็นวัตถุ ซึ่งในชีวิตนับถือและศรัทธา “หลวงพ่อทวด” มาโดยตลอด โดยก่อนออกจากบ้านจะต้องอาราธนาคาถาหลวงพ่อทวด พร้อมทั้งแขวนพระหลวงพ่อทวดทุกครั้ง เป็นดั่งพลังที่ช่วยให้ชีวิตรอดตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนถึงสองครั้งสองครา ทั้งนี้หากใครได้เห็นสภาพยานพาหนะที่โดยสารมาด้วย ต้องไม่เชื่อสายตาแน่นอนว่า จะมีชีวิตและลมหายใจอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้
“เหตุการณ์รถประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำทั้งครอบครัว ขณะเดินทางบนเส้นทางสายชุมพร รถพลิกห้าตลบ แต่ผมมีเพียงรอยฟกช้ำและหัวเข่าเคลื่อนเท่านั้น ส่วนสภาพรถยนต์แทบไม่ต้องพูดถึง และอีกครั้งเกิดขึ้นที่ อ.สะทิ้งพระ จ.สงขลา ครั้งนั้นถูกรถชน แต่มีเพียงรอยแผลถลอก ซึ่งทั้งสองครั้งผมแขวนหลวงพ่อทวด และพระผงสุริยัน จันทรา ปี ๒๕๓๐ ติดตัวเท่านั้น จึงเชื่อมั่นว่า ชีวิตรอดตายมาได้ก็เพราะกรรมดีเป็นเกราะคุ้มภัย กอปรกับพุทธานุภาพจากวัตถุมงคลที่เคารพและศรัทธา ช่วยโอบอุ้มให้พ้นนาทีวิกฤติ” นี่คือประสบการณ์เฉียดตาย นายก อบจ.สงขลา
ขณะที่เล่าอยู่นั้น นายก อบจ.สงขลา ได้นำพระเครื่องที่แขวนออกมาให้ชม ซึ่งมีอยู่ ๓ องค์ คือ ๑.หลวงพ่อทวด รุ่นหลังเตารีด ปี ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นมรดกของครอบครัว ๒.พระผงสุริยัน จันทรา หรือ จตุคามรามเทพ ปี ๒๕๓๐ โดย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลนครศรีธรรมราชในยุคนั้นเป็นผู้มอบให้ และ ๓.เหรียญแสตมป์จตุคามรามเทพ ซึ่งคุณวิทวัส บุญสถิตย์ สมาชิกวุฒิสภา มอบให้ เมื่อครั้งที่ร่วมทำหน้าที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วยกัน
พระเครื่องและจตุคามรามเทพ ทั้ง ๓ องค์ ที่คล้องคอ ไม่เคยลืมเลยสักครั้งเดียว นายก อบจ.สงขลา ยืนยันว่า ล้วนมีประสบการณ์ และเรื่องราวดีๆ เกิดกับชีวิตมากมาย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความสุขไม่ได้อยู่ที่การแขวนพระที่มีราคาค่านิยมสูงลิ่ว หรือวัตถุมงคลที่อยู่ในกระแสสังคม แต่อยู่ที่การได้รู้ว่า พระเครื่องที่อยู่กับเรามีที่มาที่ไปอย่างไร เจตนา และวัตถุประสงค์ รวมถึงผู้สร้าง ดีทั้งนอกและดีทั้งใน หรือมากกว่า เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ที่สามารถยืนยันว่า พระเครื่องนั้นดีจริงหรือไม่
“การแขวนพระเป็นหนึ่งในกุศโลบาย ที่ชาวพุทธทุกคนต้องเข้าใจ และตระหนักอยู่เสมอว่า ทุกครั้งที่นำวัตถุมงคลขึ้นคล้องคอแล้วจะช่วยทำนุและสืบสานพระพุทธศาสนาได้อย่างไร เพราะหากไม่เข้าใจหลักหรือหัวใจที่แท้จริง เรื่องนี้เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ดังนั้นต้องเข้าใจในหลักธรรม และศรัทธาอย่างแท้จริง” นายอุทิศ กล่าวทิ้งท้าย
"คำสอนขององค์ศาสดาทุกศาสนามุ่งเน้นให้ศาสนิกชนตั้งมั่นอยู่ในความดี ไม่ประพฤติชั่ว ดังนั้นคนในสังคมที่อยู่ร่วมกันได้ เพราะเรามีศาสนาเป็นเครื่องหลอมรวมสรรพสิ่งให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ”
เรื่อง/ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ



