
"อนุโมทนาบุญ" บุญ...บวชสามเณรีภาคฤดูร้อน
โครงการบรรพชาสามเณรีภาคฤดูร้อน ครั้งที่ ๑ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๖-๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ ณ วัตรทรงธรรมกัลยาณี ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม
ที่จัดขึ้นโดย ภิกษุณีธัมมนันทา หรือชื่อที่เหล่าบรรดาลูกศิษย์ใช้เรียกแทนว่า “หลวงแม่” (รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี ซึ่งโดยมีกำหนดระยะเวลาบวช ๙ วัน
การบรรพชาสามเณรีภาคฤดูร้อนครั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักๆ ๔ ประการคือ ๑.เพื่อการอบรมจิตใจของตนเอง ๒.เพื่อให้มีความรู้ในพระพุทธศาสนามากขึ้น ๓.เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายพระสยามเทวาธิราช และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อความผาสุกของประเทศไทย และ ๔.เพื่อการสืบพระศาสนา โดยตั้งใจถวายการบรรพชานี้เป็นพุทธบูชา
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเก็บตัวเพื่อฝึกซ้อมการบรรพชา ตั้งแต่วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๔.๐๐ น. ทำความรู้จักจีวร ความสำคัญ การเก็บ การดูแล การครอง และฝึกขานนาค วันที่ ๔ เมษายน เวลา ๐๙.๐๐ น. ฝึกขานนาค ฝึกครองจีวร และคาดผ้า กายพันธนัง เวลา ๑๔.๐๐ น. ฝึกบทสวดก่อน วันที่ ๕ เมษายน เวลา ๐๖.๐๐ น. ตามออกบิณฑบาต เวลา ๐๙.๐๐ น. ฝึกขานนาค ซ้อมใหญ่ ที่พระวิหาร เวลา ๑๖.๓๐ น. โกนผม พร้อมกัน และวันที่ ๖ เมษายน เป็นวันบรรพชา โดยเริ่มตั้งแต่ เวลา ๐๘.๓๐ น. ตั้งขบวนที่หน้าโบสถ์ เวลา ๐๙.๐๐ พิธีบรรพชา ที่วิหาร และเวลา ๑๓.๐๐ น.พิธีไหว้ครู ถวายผ้าป่า
ภาพของผู้ที่ไปร่วมพิธีในวันก่อนวันบวช และในวันบวช แตกต่างจากงานบวชเณรภาคฤดูร้อนอย่างสิ้นเชิง การบวชเณรภาคฤดูร้อนส่วนใหญ่อายุไม่เกิน ๒๐ ปี
ในขณะที่ผู้หญิงที่บวชในครั้งนี้ อายุเฉลี่ยอยู่ที่ ๔๕ ปี ญาติที่มาร่วมงานจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ที่เป็นสามีมาบวชให้ภรรยาก็มีอยู่หลายคู่ แม่บวชให้ลูก และลูกบวชให้แม่ ก็มีอยู่ไม่น้อย
ที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้น คือ การบวชครั้งนี้เป็นการบวชเพื่อศึกษาธรรม มิใช่บวชให้ขึ้นชื่อว่าบวชอย่างที่เราเห็นจนชินตา
หลังบรรพชามี หลักสูตรการเรียนพระพุทธศาสนาเข้มข้น ดังนี้ วันที่ ๗ เมษายน รู้จักบาลีพื้นฐาน อ่าน เขียน บาลี เขียนบาลีเป็นอักษรโรมัน สาแหรกศากยะวงศ์ วันที่ ๘ เมษายน พุทธประวัติภาคพิสดาร วันที่ ๙ เมษายน ปฐมเทศนา หลักคำสอนที่สำคัญ ความเชื่อในพุทธศาสนา วันที่ ๑๐ เมษายน ความเป็นมาของคณะสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ วันที่ ๑๑ เมษายน พุทธศาสนาในประเทศไทย ๑,๒ วันที่ ๑๒ เมษายน วิวัฒนาการของพระพุทธศาสนา
วันที่ ๑๓ เมษายน ชัดเจนในประเด็นภิกษุณี ส่วนวันที่วันที่ ๑๔ เมษายน เป็นวันสุดท้าย จะมีการประเมินผล สรุปการเรียน การอบรม แจกประกาศนียบัตร และพิธีลาสิกขา เวลา ๑๔.๐๐ น.
“ตั้งใจที่จะประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ โดยสนับสนุนการบวชระยะยาวมาโดยตลอด แต่หลังจากที่ได้ไปเยือนอินโดนิเซีย ซึ่งมีภิกษุณีเพียง ๒ รูป ในประเทศอินโดนิเซียซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม มีชาวพุทธเพียง ๑% และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในฐานะภิกษุณีด้วยกัน ท่านจึงพิจารณาที่จะจัดการบรรพชาสามเณรีชั่วคราว โดยมิได้หวังว่า จะได้สามเณรีที่จะอยู่ในพระศาสนาต่อไปจนถึงบวชภิกษุณี” นี่คือ เหตุผลในการจัดบรรพชาสามเณรีภาคฤดูร้อนของหลวงแม่
พร้อมกันนี้ หลวงแม่ยังบอกด้วยว่า หากเปรียบเทียบกับกระแสวิพากย์วิจารณ์ทางสังคม เมื่อ ๘ ปีที่แล้ว กับวันนี้ เปรียบเทียบกันไม่ได้เลย ที่ไม่ได้ยินอาจจะเป็นเพราะยังไม่มีใครพูดถึง หรือมีใครพูดแล้วยังไม่เข้าหู ก็เป็นไปได้ และในปีนี้ถือว่า ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มีผู้มาสมัครเกินเป้าที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่มาสมัครล้วนเป็นผู้มีความรู้ และปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว ทั้งนี้ในปีหน้าอาจจะดำเนินโครงการนี้อีก
สามเณรีภาคฤดูร้อน รุ่นประวัติศาสตร์
การจัดการบรรพชาสามเณรีภาคฤดูร้อน นี้เป็นการชิมลางว่า จะได้รับการตอบสนองจากสังคมไทยอย่างไร ปรากฏว่า ในการประกาศรับสมัครครั้งแรก เพียง ๓๐ ท่าน มีผู้แสดงความประสงค์เข้ามาประมาณ ๕๐ ท่าน จึงได้มีการคัดกรองลงตัวที่ ๓๖ ท่าน
ในจำนวนผู้ที่บวชครั้งนี้ อายุน้อยที่สุด ๒๔ ปี อายุมากที่สุด ๗๐ ปี อายุเฉลี่ยอยู่ที่ ๔๕ ปี เป็นแม่ชีอยู่แล้ว ๕ รูป แต่หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรีแล้ว ครบกำหนด ๙ วัน ก็จะลาสิกขากลับไปสู่วัดเดิมของตน ซึ่งเจ้าอาวาสคงไม่ยินยอม หากจะกลับไปในสภาพสามเณรี
กลุ่มผู้ที่ออกบรรพชาครั้งนี้ มีการศึกษาระดับสูง ปริญญาเอกและโท ๘ รูป ปริญญาตรี ๑๘ รูป ปวส.และอนุปริญญา ๔ รูป, ม.๓ เพียง ๑ รูป ป.๔ เพียง ๒ รูป กล่าวได้ว่า ผู้หญิงที่สนใจชีวิตการบวชในพระศาสนา มาจากกลุ่มผู้ที่มีความรู้ และความเข้าใจในความเป็นไปในในการใช้ชีวิตนักบวช แต่เนื่องจากเป็นผู้หญิงทำงาน และมีภาระเงื่อนไขของชีวิต จึงยินดีมากที่จะเข้าร่วมในการบรรพชาช่วงสั้น
มีสามเณรี ๑ รูป ที่ลางานมาได้ ๑ เดือน ๒ รูปตั้งใจจะบวช ๓ เดือน และอีก ๒ รูป ตั้งใจจะบวชต่อไป
ในจำนวนสามเณรีเหล่านี้ มีต่างชาติ ๒ รูป คือ จากออสเตรีย และฮอลแลนด์ ส่วนสามเณรีชาวไทยมาจาก ๑๕ จังหวัด กระจายจากทุกภาค ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก
วัตรปฏิบัติ ของการบรรพชา ๙ วันนั้น ทุกคนจะเข้าอบรมในหลักสูตรพุทธศาสนา เพื่อให้มีองค์ความรู้ทั้งประวัติศาสตร์ พุทธศาสนา หลักคำสอน ตลอดจนเข้าใจพิธีกรรมต่างๆ ที่ชาวพุทธนิยมทำโดยประเพณี แต่ไม่รู้ความหมาย
ในหลักสูตรครั้งนี้ ผู้จัดคาดหวังว่า สามเณรีที่ลาสิกขาออกไป จะเป็นชาวพุทธที่มีความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาได้ดีขึ้น สามารถจัดการปัญหาชีวิตและปัญหาสังคมได้ดีขึ้น ตลอดจนเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย และมีความสุขมากขึ้น
นอกจากสามเณรี ๓๖ รูปนี้แล้ว ยังมีสตรีอีก ๒๐ ท่านที่มารักษาศีล และเข้าเรียนในหลักสูตรพุทธศาสนานี้ด้วยเช่นกัน
เรื่อง... "ไตรเทพ ไกรงู"
ภาพ... "ประเสริฐ เทพศรี"



