พระเครื่อง

พึ่งตน พึ่งธรรม  - ‘ดร.ชาง ยูลิง’ กับตัวตนที่ลดลง

พึ่งตน พึ่งธรรม - ‘ดร.ชาง ยูลิง’ กับตัวตนที่ลดลง

27 ม.ค. 2554

ก่อนจะถึงวันประชุมนานาชาติศากยธิดา ครั้งที่ ๑๒ วันที่ ๑๒-๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๔ โดยปีนี้มีหัวข้อเรื่อง หนทางสู่ความเป็นอิสระ (Leading to Liberation) ดร.ชาง ยูลิง ชาวไต้หวัน ประธานองค์กรนานาชาติศากยธิดา (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๕) และท่านคามา เล็กเซ โทโม นักบวชชาวอเมริกันใ

 องค์กรนานาชาติศากยธิดา แม้จะไม่เป็นที่รู้จักสำหรับชาวพุทธไทย แต่องค์กรแห่งนี้ก่อตั้งมานานกว่า ๒๔ ปี ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า ๒,๐๐๐ คน จากภาคีกัลยาณมิตร ๔๕ ประเทศ มีการจัดประชุมระดับนานาชาติปีละ ๒ ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธสาวิกา ตลอดจนนักบวชสตรีกว่า ๓๐๐ ล้านคน ได้น้อมนำคำสอนในพุทธศาสนามาทำให้โลกเกิดสันติภาพและความเสมอภาค

 การจัดประชุมครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสของผู้หญิงชาวพุทธ ได้มีเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เพื่อนำพุทธศาสนามาใช้พัฒนาการทำงานและชีวิต โดยเฉพาะพุทธสาวิกาในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

  ดร.ชาง ยูลิง เป็นคนหนึ่งที่ค้นพบว่า พุทธศาสนาสามารถให้คำตอบกับชีวิตได้ เธอเป็นนักวิชาการด้านภาษาศาสตร์และนิเทศศาสตร์ จบการศึกษาด้านภาษาต่างประเทศและวรรณคดี จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน และปริญญาโทและปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกา

 ปัจจุบันเธอมีความสนใจและศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก นอกจากงานอาชีพที่ใช้ภาษา เธอยังเป็นอาสาสมัครทำงานล่าม เพื่อเผยแพร่พุทธศาสนาเพราะเธอเชี่ยวชาญภาษาจีน เคยทำงานสอนภาษาจีนอยู่ในฮาวาย และเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับประสบการณ์การสอนภาษาจีนที่นั่น จากนั้นเปิดสอนภาษาอังกฤษ แมนดาริน (จีนกลาง) และฮกเกี้ยน (ไต้หวัน) เป็นภาษาที่สอง เพราะความสามารถด้านภาษาจีนทั้งสองแขนง ทำให้ ดร.ชาง ได้ทำงานดูแลนักศึกษาต่างชาติ เธอดำรงตำแหน่งผู้บริหารและรองคณบดีฝ่ายวิชาการในองค์กร CIEE (องค์กรอิสระที่ไม่หวังผลกำไร เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและคนทำงานรุ่นใหม่ รวมถึงนักเรียนแลกเปลี่ยนจากประเทศต่างๆ ที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม ได้มีโอกาสเรียนรู้การใช้ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกา) ประจำฮาวาย

 หากถามว่า ทำไมเธอสนใจพุทธศาสนา ดร.ชาง บอกว่า เธอเติบโตมาท่ามกลางคริสต์ศาสนา เพราะบ้านอยู่ใกล้โบสถ์คริสต์ มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงอยู่เรื่อยๆ บางครั้งก็ไปเล่นเปียโน นอกจากนี้ครูบาอาจารย์ยังเป็นคาทอลิก ก็เลยได้รับอิทธิพลในเรื่องศาสนา

 “ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรมากกับศาสนาคริสต์ เพราะไม่ใช่หนทาง เวลาฉันกลับบ้าน ฉันก็ไหว้พระแบบคนจีนทั่วไป พอโตขึ้น ฉันก็คิดว่า ชีวิตน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ น่าจะสนุกกว่านี้ แต่ไม่สนุกอย่างที่คิด พอไปอยู่ฮาวาย ก็เลยได้รู้จักพุทธศาสนา”

 ในช่วงที่เธออยู่ฮาวาย เธอบอกว่า มีอยู่วันหนึ่งอยากหาสถานที่รักษาอาการปวดหลังด้วยสมุนไพรจีน จึงเดินทางไปที่วัด Yuk Fut เพราะมีการสอนชี่กง ที่นั่นทำให้เธอได้เรียนรู้พุทธศาสนา

 “ทั้งๆ ที่ฉันอยู่ฮาวายมาสองปี แต่ไม่เคยรู้จักที่นี่เลย เมื่อฉันเดินเข้าไปในวัด ได้เห็นภิกษุณีคนหนึ่งกำลังกวาดใบไม้ มารู้ตอนหลังว่าท่านเป็นเจ้าอาวาส ตอนนั้นท่านถามฉันว่า มีที่พักหรือยัง ท่านพาฉันไปพักใกล้ๆ ห้องท่าน แล้วท่านก็ถามว่า ขับรถเป็นไหม”

 เมื่อ ดร.ชาง บอกภิกษุณีองค์นั้นว่า "ขับรถไม่เป็น"
 นักบวชคนนั้นก็กลับไปเอากุญแจรถ แล้วบอกเธอว่า "เราไปขับรถด้วยกัน ฉันจะสอนเธอขับรถ ฉันเรียนขับรถตอนอายุ ๖๐ ปี ตอนนี้ฉันอายุ ๘๐ ปี"

 เมื่อนักบวชอายุ ๘๐ ปีจะสอนเธอขับรถ เธอจึงรู้สึกแปลกใจ ทำไมคนไม่คุ้นเคยกัน แต่มีน้ำใจอยากสอนเธอ ทำให้เธอประทับใจ

 จากนั้น ดร.ชาง ก็แวะมาวัดแห่งนี้อยู่เรื่อยๆ เพราะเริ่มคุ้นเคยกับภิกษุณี
 “หลังจากวันนั้น นักบวชคนเดิมถามฉันอีกว่า เคยดูการ์ตูนไหม ท่านเดินไปหยิบการ์ตูนประวัติพระพุทธเจ้ามาเปิดให้ฉันดู บทพระสูตรต่างๆ ฉันก็ได้ดู ฉันจำคำหนึ่งในวิดีโอได้ บอกว่า พุทธศาสนาไม่ได้เป็นศาสนา แต่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์“

 เมื่อได้ยินได้ฟังแบบนั้น ดร.ชาง เริ่มสนใจพุทธศาสนา และได้รู้มาว่า ที่นี่มีการปฏิบัติภาวนา เพื่อเรียนรู้ชีวิตนักบวชในหนึ่งวัน โดยการถือศีล ๘

 “ฉันก็เลยมาเข้าปฏิบัติ พอวันรุ่งขึ้นต้องมีการรับศีล ฉันประทับใจมาก และเช้าวันหนึ่งภิกษุณีโทรหาฉัน แล้วบอกว่า "จะขับรถไปที่ชายหาด เธอจะไปเดินเล่นกับฉันไหม" 

 การเดินเล่นบนชายหาดฮาวายครั้งนั้น ดร.ชาง รู้สึกต่างจากทุกครั้ง เธอเล่าว่า "ฉันได้เห็นคนตกปลาและชาวประมง นักบวชสอนฉันสวดมนต์แผ่เมตตา ฉันรู้สึกประทับใจที่ได้อยู่กับคนแบบนี้และรู้สึกว่าการทำแบบนี้มีประโยชน์"

 จากคนที่ไม่เคยรู้จักพุทธศาสนาเลย ดร.ชาง เริ่มเข้าใจวิถีพุทธมากขึ้น เธอจึงขันอาสาเป็นล่ามแปลภาษา เพื่อช่วยเผยแพร่ธรรมะ จนมีโอกาสรู้จักกับท่านคามา เล็กเซ โทโม ผู้ก่อตั้งองค์กรนานาชาติศากยธิดา และได้เดินทางไปช่วยเหลือสตรียากจนในเทือกเขาหิมาลัยในประเทศอินเดียและบังกลาเทศกับท่านเล็กเซ เพื่อช่วยให้ผู้หญิงด้อยโอกาสได้เรียนหนังสือ

 “ตอนที่มีการประชุมองค์กรนานาชาติศากยธิดา ครั้งที่ ๗ ที่ไต้หวัน ฉันมีโอกาสเป็นล่าม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้จักองค์กรนี้ จำได้ว่าตอนที่กลับไปไต้หวัน มีลูกศิษย์อเมริกันมาปรึกษาปัญหาชีวิต ฉันนึกถึงท่านเล็กเซ นักบวชน่าจะช่วยตอบคำถามได้ดีกว่าฉัน ตอนที่ท่านมาอยู่ไต้หวัน ท่านได้ห้องพักที่มีสภาพเหมือนห้องเก็บของ ฉันจึงชวนท่านมาอยู่บ้านฉัน เพราะคนส่วนใหญ่จะให้การดูแลช่วยเหลือภิกษุมากกว่าภิกษุณี”

 เมื่อมีโอกาสเป็นล่ามแปลภาษา เพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา ดร.ชาง จึงเกิดความศรัทธาซาบซึ้งในคำสอน และอยากให้คนอื่นๆ เข้าใจพุทธศาสนาเหมือนเธอ จึงรวบรวมคำสอนจากอาจารย์ทางพุทธศาสนาไว้ในเทปเพื่อแจกให้ผู้สนใจ

 “ถ้ามีการประชุมทางพุทธศาสนาและต้องการล่ามแปลภาษา พวกเขาจะเรียกฉันและเพื่อนอีกคน และเราได้ตั้งกลุ่มอบรมปฏิบัติธรรมสำหรับคนที่เป็นล่าม” เธอเล่าอย่างภูมิใจ และบอกว่า

 “พุทธศาสนาทำให้ฉันมีความสงบมากขึ้น เวลาฉันเป็นล่าม ฉันก็ได้เรียนรู้และนำมาใช้กับตัวเอง ที่สำคัญคือ ทำให้ตัวตนลดลง”

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ภาพ : กุลพันธ์ ศิริพิมพ์อัมพร

"}])