
ภาณุ อุทัยรัตน์ แขวนพระหลวงพ่อดำเป็นเกราะป้องกันชีวิต
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นหน่วยงานเชิงยุทธศาสตร์ภายในสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่กำกับอำนวยการ และบูรณาการฝ่ายพลเรือน โดยยึดหลักนโยบายเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้อันประกอบไปด้วย ปัตตานี ยะลา นราธิ
. นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ จวบจนกระทั่งถึงวันนี้เป็นเวลากว่าขวบปีที่ “ภาณุ อุทัยรัตน์” ได้สร้างเครือข่ายการทำงานภายใต้แนวคิด “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” โดยมีกำลังสำคัญที่เรียกว่า “๔ เสาหลัก” ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และผู้นำตามธรรมชาติ เพื่อหวังสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ในการก้าวเดินไปสู่เป้าหมายการสถาปนาสันติสุขอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกันเขายังได้เดินหน้างานมวลชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน เช่น โครงการศาสนสัมพันธ์สร้างสรรค์สามัคคี โครงการอบอุ่นใจและเอื้ออาทร ซึ่งเน้นการอำนวยความเป็นธรรม ขจัดทุกข์ร้อน เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ โครงการบริการประทับใจ บูรณาการทุกฝ่าย ซึ่งเป็นการอำนวยความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชน และโครงการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเป็นการเฝ้าระวัง คุ้มครองประชาชนให้มีความมั่นใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ความเชื่อมั่นจากประชาชนจะเพิ่มระดับมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาจนเกิดเป็นความร่วมมือในการขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อยุติความรุนแรงร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนมากเป็นลำดับ
เมื่อผลงานของ ศอ.บต.ในยุคของ “ภาณุ” ได้ใจมวลชนในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ยากสำหรับแนวร่วม หรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะตกอยู่ในอาการเสียงรังวัด จึงต้องงัดเหตุรุนแรงขึ้นมาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยจุดประสงค์แผ่อาณาจักรแห่งความกลัวให้ปกคลุมทั่วพื้นที่ เพื่อหวังตัดความร่วมมือของประชาชนกับฝ่ายบ้านเมือง
“เป็นธรรมดาที่เราพยายามเดินเข้าหาประชาชนเพื่อคืนสันติสุขในทุกๆ พื้นที่ไม่ว่าจุดนั้นจะเป็นพื้นที่สีแดงหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นฝ่ายตรงข้ามเขาก็ต้องหาทางสกัดความมุ่งมั่นของเราอยู่ตลอดเวลา แต่ส่วนตัวผมไม่เคยกังวลเรื่องนี้ จะเป็นห่วงแต่เพียงคนใกล้ชิดมากกว่า ฝ่ายตรงข้ามจ้องดิสเครดิตผมหนักถึงขนาดปล่อยข่าวว่าเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดนายอำเภอไม้แก่น เป็นแผนการหลอกผู้นำชุมชน และผู้นำมุสลิมมาทำร้าย ซึ่งมีการฉีดพ่นข้อความทำลายความน่าเชื่อถือของผมหลายจุดในปัตตานี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ปัตตานี แต่เมื่อจับผู้กระทำผิดได้ ผมเลือกที่จะปล่อยตัวพร้อมให้เงินไปสร้างอาชีพทำให้เขาเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการป้ายสีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจากแกนนำผู้ไม่หวังดี” นายภาณุ บอกถึงวิธีเอาชนะใจมวลชน
เมื่อถามถึงกำลังใจในการยืนหยัดทำหน้าที่ของ ผอ.ศอ.บต.คือผู้เป็น “มารดา” ซึ่งเปรียบเสมือนพระองค์แรกของชีวิต ดังนั้นทุกวันจะระลึกถึงพระคุณของแม่ที่ให้กำเนิด ให้ชีวิต ให้ความรู้ จนสามารถมีทุกวันนี้ได้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำก็หวังให้บุพการีมีความสุขที่สุด นั่นคือการสร้างสันติสุขให้ปรากฏกับแผ่นดินเกิดอีกครั้ง
“ผมยืนยันว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะไม่ทิ้งชายแดนภาคใต้ เพราะที่นี่คือบ้านผม และที่สำคัญวันนี้แม่ผู้บังเกิดเกล้าก็ยังคงยืนหยัดอยู่ที่นี่ ผมจึงสัญญาว่าจะอยู่ร่วมหัวจมท้ายกับพี่น้องประชาชน โดยขอย้ำว่าหากทุกข์ก็ทุกด้วยกัน หากสุขก็ต้องสุขด้วยกัน เนื่องจากตระหนักดีว่าพ่อแม่ คือพระที่บริสุทธิ์สำหรับชีวิตลูกทุกคน ดังนั้นหากเราทำดีเพื่อบูชาบุพการีผู้ให้กำเนิด จึงเชื่อมั่นว่ากุศลผลบุญเหล่านั้นจะเป็นดั่งเกราะคุ้มกันให้ผ่านพ้นไปจากชีวิตเราได้” คำยืนยันด้วยเสียงที่หนักแน่น
นอกจากนี้ด้วยความผูกพันของนายภาณุ ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นเด็ก กับพระราชพุทธิรังสี หรือ “หลวงพ่อดำ” แห่ง “วัดมุจลินทวาปีวิหาร” หรือ “วัดตุยง” อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ทำให้มีโอกาสได้รับสิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิตจากมือท่าน และเป็นสิ่งที่ทำให้ ผอ.ศอ.บต.คนปัจจุบันเชื่อมั่นว่าเป็นดั่งพร และเกราะที่ปกป้องชีวิตให้พ้นภัยมาโดยตลอดก็ไม่ผิดนัก
“สมัยเป็นเด็กมักไปกราบหลวงพ่อดำอยู่เสมอ เพราะท่านเป็นพระญาติผู้ใหญ่เนื่องจากตระกูลอุทัยรัตน์ กับตระกูลจันทรักษ์ อยู่ในวงศาคณาญาติเดียวกันและมาจาก ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลาด้วยกัน ดังนั้นผมจึงมีศักดิ์เป็นหลานหลวงพ่อดำ ซึ่งท่านเมตตาเป่ากระหม่อม เจิมหน้าผาก และสอนหลักธรรมในการดำเนินชีวิตให้ฟังอยู่เสมอๆ” นายภาณุ บอกเล่า
พร้อมกันนี้นายภาณุยังบอกด้วยว่า หลวงพ่อดำเป็นพระนักกวีคนสำคัญอีกด้วย โดยท่านจะใช้เวลาว่างลงมือแต่งกลอน กาพย์ โคลง และสำนวนต่างๆ แล้วมักจะให้นำไปให้แม่ ซึ่งเป็นครูภาษาไทยในยุคนั้น ช่วยขัดเกลาเพื่อให้เกิดฉันลักษณ์ที่งดงามถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษาไทยอีกด้วย ทำให้ได้งานวรรณกรรม และงานทางภาษาของหลวงพ่อดำแห่งวัดตุยงไว้บางส่วนตามที่ท่านมอบให้ ซึ่งบางสิ่งบางอย่างเป็นประโยชน์ในแง่คิดและการดำเนินชีวิตอย่างมาก
ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงพระที่ "ผอ.ศอ.บต." แขวนติดตัวเป็นประจำ ก็ไม่ต่างไปจากข้าราชการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทั่วไปนั่นคือ “พระหลวงพ่อทวด” วัดช้างให้ รวมถึงหลวงพ่อดำ วัดตุยง แต่ขณะเดียวกันเจ้าตัวกลับบอกว่าพระเครื่องเป็นดั่งตัวแทนพระพุทธองค์ ที่คอยกระตุ้นเตือนให้ชีวิตมีสติ และตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรมไม่ยืนอยู่บนความประมาทซึ่งเป็นหนทางที่เป็นดั่งประตูที่นำไปสู่หนทางมรณะเท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้นในช่วงชีวิตที่ผ่านมาจะแคล้วคลาดปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับเทียบไม่ได้กับความสุขที่ผู้อำนวยการศูนย์บริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เห็นผู้บริสุทธิ์จำนวน ๑๗ ชีวิตรอดตายจากคมกระสุนของคนร้าย หลังจากคนเหล่านั้นได้สวมเสื้อเกราะที่สั่งทำเป็นพิเศษและได้มอบให้ติดตัวไว้เมื่อไม่นานมานี้เอง
"๑๗ ชีวิตที่รอดมาคิดดูหากเขาต้องล้มหายตายจากไปจริง คนที่อยู่เบื้องหลังอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่จะตกอยู่ในสภาพเช่นไร ซึ่งวันนี้การที่ผมได้ช่วยรักษาชีวิตคนเหล่านั้นให้รอดพ้นคมกระสุนของคนร้ายไว้ได้ ทำให้ผมรู้สึกดีใจอย่างมากเลยทีเดียว” ผอ.ศอ.บต.บอกความรู้สึกอย่างตื้นตันเป็นการปิดท้าย
"พ่อแม่ คือพระที่บริสุทธิ์สำหรับชีวิตลูกทุกคน ดังนั้นหากเราทำดีเพื่อบูชาบุพการีผู้ให้กำเนิด จึงเชื่อมั่นว่ากุศลผลบุญเหล่านั้นจะเป็นดั่งเกราะคุ้มกันให้ผ่านพ้นไปจากชีวิตเราได้”
เรื่องและภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะสำนักข่าวเนชั่น



