
คันฉ่องและโคมฉาย - หัวใจเศรษฐี (๙) ตัวตาย ธรรมยัง
พอพบพระพุทธองค์แล้ว มหาเศรษฐีได้สดับธรรมะ ได้เป็นพระโสดาบันบุคคล เปลี่ยนจากปุถุชนเป็นอารยชน จึงกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระพุทธองค์ไปเยือนพระนครสาวัตถี พระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์ เมื่อทรงรับนิมนต์แล้ว มหาเศรษฐีแสนจะดีใจ รีบเดินทางกลับบ้านเกิด ตลอดเส้นทางเสด็จดำ
ระหว่างเตรียมการรับเสด็จพระพุทธองค์นั้น อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี ได้ตระเวนดูที่ที่สัปปายะคือเหมาะสมแก่การที่จะสร้างเป็นวัดถวายพระพุทธองค์และคณะสงฆ์ จนในที่สุดก็เลือกได้ที่แปลงหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ดินที่ทำเลดีและเป็นที่แปลงใหญ่มากพอที่จะสร้างเป็นพุทธาวาส ที่แปลงนี้เป็นสวนสาธรณะของเจ้าชายคนหนึ่งชื่อ เจ้าเชตกุมาร
ท่านเศรษฐีได้ขอซื้อที่แปลงนี้จากเจ้าเชตกุมาร เจ้าเชตกุมาร ท้าทายว่า “ถ้าท่านมีเงินมากพอ ก็จงเอาเงินมากองเต็มบริเวณที่ดินแปลงนี้เถิด” มหาเศรษฐีเป็นคนจริง รวยจริง เมื่อถูกท้าเช่นนั้น จึงกลับไปขนทองห้าร้อยเล่มเกวียน นำมาเทจนเต็มพื้นที่ จนกระทั่งเหลืออีกหนึ่งตารางวาจน เจ้าเชตกุมาร มาเห็น จึงบอกว่า “พอๆ เชื่อแล้วว่ารวยจริง” ในที่สุดก็เลยยอมขายที่ เจ้าเชตกุมาร เห็นความตั้งใจอันแรงกล้าของเศรษฐีก็จึงอยากมีส่วนร่วมด้วยการขอให้เศรษฐีตั้งชื่อวัดที่จะสร้างว่า “วัดเชตวัน” นัยว่าเพื่อแสดงว่า ตนก็มีส่วนร่วมสร้างวัดเหมือนกัน
เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ววัดนี้จึงได้ชื่อว่า “วัดเชตวัน” หรือ “เชตวันมหาวิหาร” ครั้นพุทธองค์เสด็จมาถึงกรุงสาวัตถีแล้ว ก็ประทับจำพรรษาที่วัดนี้ยาวนานมากที่สุดสมกับที่มหาเศรษฐีมีศรัทธาสร้างถวายอย่างยิ่งใหญ่ และในเมื่อเสด็จประทับที่นี่นานกว่าทุกแห่ง เรื่องราวต่างๆ ในสมัยพุทธกาลจึงเกิดขึ้นที่นี่มากที่สุดเช่นกัน พระสูตร พระวินัย เหตุการณ์สำคัญ หลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ และพุทธสาวกองค์สำคัญ จึงถูกบันทึกไว้โดยมี “ฉากชีวิต” ที่วัดเชตวันนี้มากที่สุด ดังปรากฏเป็นบทนำอยู่ในพระสูตรมากมายหลายร้อยสูตรในพระไตรปิฎกอย่างที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า “สมัยหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เชตวนารามมหาวิหาร ใกล้กรุงสาวัตถี ซึ่งสร้างถวายโดย อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี” ชื่อนี้ไม่มีวันลืม
จากที่กล่าวมา พอจะเห็นบ้างหรือยังว่า ระหว่างมหาวาณิช ซึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ คนมั่งมีเงินมากมายมหาศาล กับมหาเศรษฐีต่างกันอย่างไร
เมื่อไหร่ก็ตามที่พ่อค้าใหญ่ผู้ร่ำรวยมั่งคั่งรู้จัก “เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม” เขาจะขยับฐานะจากมหาวาณิช มาเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งเป็นบุคคลที่ “แสนประเสริฐ” ทันที
อนาถปินฑิก มหาเศรษฐีทำตัวอย่างให้เราดูแล้วว่า มหาเศรษฐีกับมหาวาณิชต่างกันอย่างไร ในทัศนะของอาตมา อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีคนนี้ก็คือ บิลล์ เกตส์ แห่งยุคพุทธกาล เพราะในการสร้างวัดนั้นว่ากันว่า ใช้เงินกว่าหลักพันล้านเหมือนกัน ถ้าเทียบเป็นอัตราเงินในสมัยปัจจุบัน
อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี รู้จักเปลี่ยนโลกียทรัพย์เป็นอริยทรัพย์ ฝากผลงานไว้ในพระพุทธศาสนาอย่างยากจะมีใครเทียม สร้างวัดให้กับมหาบุรุษซึ่งเป็นยอดคนของโลกอย่างพระพุทธองค์ประทับจำพรรษาและบำเพ็ญพุทธกิจเกื้อกูลประโยชน์สุขแก่ชาวโลก ครั้นพอร่างกายแตกดับ ชื่อเสียงสกุลวงศ์และความดีงามที่รังสรรค์ฝากไว้ก็ยังคงอยู่ นี่คือตัวอย่างของบุคคลที่ตัวตายแต่ชื่อยัง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการในพุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งว่า
“รูปํ ชีรติ, นามโคตฺตํ น ชีรติ”
“รูปร่างสังขารจะแตกสลาย แต่ชื่อเสียงสกุลวงศ์ไซร้จะหยัดยงเป็นนิรันดร์”
มหาเศรษฐีคนนี้ เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม แล้วยังไม่พอ ยังคงเป็นตัวอย่าง “พ่อรวยสอนลูก” ในแบบฉบับของการใช้ “หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง” อีกต่างหาก
"ว.วชิรเมธี"



