พระเครื่อง

พระ-อิหม่าม
กัลยาณมิตร ๒ ศาสนา...'ใจเดียวกัน'

พระ-อิหม่าม กัลยาณมิตร ๒ ศาสนา...'ใจเดียวกัน'

16 ธ.ค. 2553

แนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่หลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า สามารถขับเคลื่อนกระบวนการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นกับพื้นที่ปลายด้ามขวานได้อย่างยั่งยืน นั่นคือ การเปิดพื้นที่ให้ “ภาคประชาชนมีส่วนร่วม” ในการร่วมแก้ปัญหาในฐานะเจ้าของพ

 โดยเฉพาะ “ผู้นำศาสนา” ซึ่งเป็นดุจฟันเฟืองอันสำคัญที่สามารถหลอมรวมจิตใจของชาวบ้านเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมของชุมชนให้บรรลุเป้าหมาย และที่สำคัญหากทลายกำแพงความรู้สึกเรื่องการนับถือศาสนาพุทธและอิสลามลงได้ เชื่อว่าหลายจุดในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส คงสามารถสถาปนาเป็นชุดชนเข้มแข็งได้แล้วหลายแห่งในเวลานี้

 วันนี้ ความร่วมมือเล็กๆ ของผู้นำ ๒ ศาสนาอย่าง “ยะโก๊ะ มิหนา” อิหม่ามประจำมัสยิดบ้านสามยอด หมู่ ๘ ต.โคกโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อดีตกำนันตำบลโคกโพธิ์ ที่ร่วมมือกับ “พระครูโสภิตโพธิคุณ” เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ในการผนึกกำลังทำโครงการ “ชุมศรัทธากุมปาตะกะวา”

 อันประกอบด้วย “สี่เสาหลัก” ของสังคม คือ ๑.โต๊ะอิหม่ามกับเจ้าอาวาส ๒.ผู้ใหญ่บ้าน ๓.อบต. และ ๔.ผู้นำทางธรรมชาติ หรือผู้อาวุโสในชุมชน โดยหลักการทำงานจะให้น้ำหนักไปที่ “มัสยิด" กับ "วัด” เป็นหลัก เพราะศาสนสถานทั้งสองแห่งถือเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน

 “ยะโก๊ะ มิหนา” เล่าให้ฟังว่า การขับเคลื่อนของสี่เสาหลักนี้ จะทำหน้าที่พิจารณาพร้อมกำหนดกติกาการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นที่อยู่อาศัยร่วมกัน ผ่านการจัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน ซึ่งบางโอกาสอาจจะใช้ลานวัดเป็นสถานที่พบปะพูดคุยเพื่อให้ชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างการยอมรับร่วมกัน เพื่อไม่นำไปสู่ความขัดแย้งกันเองภายในชุมชน อันเป็นกระบวนการสร้างเจตคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันของคนสองศาสนา

 เนื่องจากด้วยชีวิตส่วนตัวตั้งแต่เกิดจนเลยวัยเกษียณมีความผูกพันกับพี่น้องไทยพุทธในพื้นที่เป็นอย่างดี อีกทั้งเมื่อมีบทบาททางสังคมในฐานะผู้นำท้องถิ่น หรือผู้นำศาสนา จึงมีสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นมากขึ้น และสามารถไปมาหาสู่กับชาวบ้านไทยพุทธมาโดยตลอด และที่สำคัญ ยังเข้าไปพบปะพูดคุยกับพระภิกษุในวัดเป็นประจำ รวมถึงงานศพไทยพุทธในพื้นที่ก็ยังไปร่วมทุกงานมิเคยขาด ดังนั้น จึงเน้นเอาสัมพันธภาพอันดีของคนสองศาสนามาผูกความร่วมมือเพื่อกระชับความเข้มแข็งให้ชุมชนมากขึ้น

 “ข้อบัญญัติทางศาสนาอิสลาม หากเราศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะรู้ว่าข้อห้ามมีเรื่องใดบ้าง และการเข้าวัดไปพบปะกับพระ หรือชาวพุทธ เพื่อหารือการทำงานช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ ก็ไม่ใช่ความผิด กลับกันหากเรามัวแต่แบ่งแยกโดยเอาเรื่องการนับถือศาสนามาเป็นข้ออ้าง จะทำให้สังคมมีแต่ความกินแหนงแคลงใจ ไม่สามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้” ยะโก๊ะ บอก

 หากเปรียบเทียบสังคมชายแดนภาคใต้วันนี้ ไม่ต่างไปจากมือของคนเรา ซึ่งมีอยู่ห้านิ้ว โดยนิ้วโป้งเชื่อมั่นว่าตัวเองเก่งกว่าใคร สามารถยกย่องใครๆ ต่อใครก็ได้ ส่วนนิ้วชี้คอยทำหน้าที่สั่งการ สำหรับนิ้วกลางทะนงตนว่าตัวเองสูงส่งกว่าใคร ส่วนนิ้วนางมั่นใจในความงดงาม ในขณะที่นิ้วก้อยคิดว่ามีความต่ำต้อยกว่าใครๆ ดังนั้นหากแต่ละนิ้วไม่ประสานสามัคคีกันก็จะไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรได้ ในทางกลับกัน หากทุกนิ้วเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตัวเองก็จะทำให้สามารถขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างไปตามความต้องการได้

 “ฉันใดก็ฉันนั้น หากสังคมในภาคใต้เอาเรื่องศาสนามาเป็นข้ออ้าง เพื่อให้แต่ละคนต่างคนต่างอยู่ ท้ายที่สุดรากฐานของชุมชนก็จะอ่อนแอ ไม่ว่าจะทำงานใดๆ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ทุกองคาพยพในท้องถิ่นแห่งนี้ต้องรักใคร่ และสามัคคีกันไว้เหมือนนิ้วทั้งห้า เพราะไม่ว่าจะหยิบจับสิ่งใดก็จะง่ายดั่งใจหวังทุกประการ” ยะโก๊ะ กล่าวด้วยความเชื่อมั่น

 “พระครูโสภิตโพธิคุณ” เจ้าอาวาสวัดศรีมหาโพธิ์ จ.ปัตตานี สะท้อนในเรื่องเดียวกันว่า นับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ชาวพุทธกับมุสลิมรอบวัดแห่งนี้อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานความ “เป็นเพื่อน” หรือ “เป็นพี่น้อง” กัน จนนับวันจะกลายเป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่า การเอาจุดแข็งของพื้นฐานทางสังคม ที่มีทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม เป็นพลังขับเคลื่อนกิจกรรม “ชุมศรัทธากุมปาตะกะวา” ด้วยการผ่าน “สี่เสาหลัก” จะเป็นจุดเริ่มต้นเดินบนเส้นทางมุ่งหน้าสู่สันติสุขมากขึ้น แม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จะยังไม่ยุติก็ตาม

 “การที่พระและโต๊ะอิหม่าม ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาแสดงความรัก ความสามัคคี และความร่วมมือให้เป็นที่ประจักษ์ต่อศาสนิกชนที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลามได้เห็น ย่อมเป็นการตอกย้ำสัมพันธ์ของชาวบ้านให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นโดยปริยาย โดยกระบวนการหรือกิจกรรมชุมศรัทธากุมปาตะกะวาเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้สังคมเดินหน้าไปสู่สันติสุขได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้นเอง” พระครูโสภิตโพธิคุณ กล่าว

 เจ้าอาวาสรูปเดิมกล่าวต่อว่า สังคมจะเป็นสุขได้ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน หากวันนี้ยังไม่คิดแล้วเริ่มทำให้คนอื่นเห็นเป็นตัวอย่าง ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะไปบอกให้ทุกๆ คนร่วมกันแสวงหาสันติสุข เพราะ “สันติภาพ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะปรากฏขึ้นได้ต้องมาจากความร่วมแรง ร่วมใจของทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกด้วยเรื่องของศาสนา

เพื่อนกันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
  การจับมือกันทำโครงการ “ชุมศรัทธากุมปาตะกะวา” มิใช่เป็นการจับมือร่วมกันเป็นครั้งแรกของ “พระครูโสภิตโพธิคุณ” กับ “ยะโก๊ะ มิหนา” แต่สองผู้นำศาสนาแห่งโคกโพธิ์ ยังเป็น “กัลยาณมิตร” ที่ดีต่อกันอีกด้วย เพราะทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน และจับมือพร้อมสัญญาว่าจะเป็น “สหายรัก” ตลอดไป

 ยะโก๊ะ บอกว่า ในอดีตเมื่อครั้งเป็นเด็ก ได้ปั่นจักรยานไปไหนต่อไหนด้วยกัน ยามทุกข์หรือสุขก็จะร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่มาตลอด แม้กระทั่งมีเรื่องชกต่อยจะยืนหยัดร่วมกันเสมอ กระทั่งเมื่อเติบโตต่างคนต่างมีเส้นทางชีวิต และบทบาทหน้าที่ ที่ต้องทำ แต่สัมพันธภาพของความเป็นเพื่อนไม่เคยจางหาย และบ่อยครั้งจะขับรถแวะมาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการช่วยเหลือสังคม ในฐานะผู้นำศาสนา จนกลายเป็นเรื่องปกติ

 ดังนั้นจึงไม่แปลก หาก “พระกับโต๊ะอิหม่าม” จะร่วมมือกันสร้างสิ่งดีให้แก่ชุมชน เพราะองค์ศาสดาสอนเราว่า ห้ามมิให้รังแกมนุษย์ ไม่ก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา และที่สำคัญ “สูเจ้าต้องเป็นดั่งสองมือ อย่าใช้ชีวิตแบบสองตา ที่เอาแต่มองโดยไม่คิดทำ”

 “ข้อบัญญัติทางศาสนาอิสลาม หากเราศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะรู้ว่า ข้อห้ามมีเรื่องใดบ้าง และการเข้าวัดไปพบปะกับพระ หรือชาวพุทธ เพื่อหารือการทำงานช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ ก็ไม่ใช่ความผิด"

0 เรื่อง/ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ สำนักข่าวเนชั่น 0

"}])