พระเครื่อง

นายไพร พัฒโน
เล่นพระเล่นการเมืองต้อง...“ฟังหู ไว้หู”

นายไพร พัฒโน เล่นพระเล่นการเมืองต้อง...“ฟังหู ไว้หู”

11 ธ.ค. 2553

“ผมมีหลักในการทำงานนั่นคือ การฟังหูไว้หู และจะต้องมีข้อมูลที่เพียบพร้อมทุกด้านก่อนตัดสินใจว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด เพราะการทำงานรับใช้ประชาชนทุกครั้งต้องพึงระลึกเสมอว่า ตัดสินใจไปแล้วต้องไม่พลาด และจะต้องก่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้สังคม” นี่คือหัวใจสำคัญที่นายไ

  ทว่าการบริหาร “เทศบาลนครหาดใหญ่” ก็ไม่ใช่งานง่าย เพราะนอกจากการเป็นเมืองใหญ่ อีกทั้งเมืองแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญของภาคใต้แล้ว ดังนั้นในฐานะ “ผู้นำท้องถิ่น” จะต้อง “หนักแน่น” และยืนอยู่บนพื้นฐานข้อมูลและข้อเท็จจริง เพื่อทำให้การขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาใด จะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยามเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่ทำให้ต้องขบคิด สิ่งเดียวที่ช่วยให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคไปได้เสมอนั่นคือ “การทำสมาธิ” เรียก “สติ” ในห้องพระทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และบางครั้งก็หาเวลา “เข้าวัด” เพื่อให้พระธรรมช่วยชี้ทางสว่าง

 นายกเทศบาลนครหาดใหญ่ เล่าว่า ชีวิตเริ่มสนใจในเรื่องของคำสอนและพระเครื่องครั้งแรก เมื่อชีวิตรอดพ้น “นาทีเป็น นาทีตาย” โดยย้อนกลับไปในช่วง พ.ศ.๒๕๓๓ ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยขณะขับรถพร้อมกับภรรยาอยู่ในซานฟรานซิสโก ทันใดนั้นคันส่งเลี้ยวขวาหลุด รถเสียหลัก แต่เคราะห์ดีไม่พลิกคว่ำ แต่กลับไปจอดในจุดปลอดภัย ท่ามกลางรถราที่แล่นมาจำนวนมาก

 วันนั้น ในคอไม่ได้ห้อยพระใดๆ เลย ในขณะที่แฟนเป็นคริสเตียน แต่ภายในรถมีพระอยู่ ๒ องค์ คือ ครูบาพรหมมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน และพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พิมพ์กลาง พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งทำให้ผมเชื่อว่า ที่รอดมาได้เป็นพระพุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์ที่โอบอุ้มชีวิตตัวเองและภรรยาเอาไว้

 จากนั้นไม่นาน เมื่อขับรถไปจอดในย่านไชน่าทาวน์ ปรากฏว่ารถยนต์โดนทุบกระจก และคนร้ายกวาดทรัพย์สินมีค่าในรถไปจนหมด เหลือเพียงครูบาพรหมมา ส่วนหลวงพ่อทวดควานหาทั่วรถปรากฏว่าไม่พบแต่อย่างใด จึงเกิดความกังวลใจว่า “หัวขโมยต่างชาติ” อาจไม่รู้คุณค่าของพระ และอาจนำไปไว้ในที่อันไม่เหมาะสม จึงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระหลวงพ่อทวดได้ไปอยู่ในจุดอันสมควร ปรากฏว่าคล้อยหลัง ๓ วัน พบพระองค์ดังกล่าวตั้งอยู่ในรถอย่างน่าอัศจรรย์ใจ 
 
 ทันทีที่กลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน “นายไพร” ก็เดินหน้าศึกษาเรื่อง “พระเครื่อง” จากตำรา กอปรกับการได้เริ่มรู้จักคนในวงการพระเครื่อง และได้ ส.ส.รุ่นพี่อย่าง “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” และ “พิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล” เป็นที่ปรึกษา โดยใช้เวลาไม่นาน ในที่สุดก็สามารถดูพระและแลกเปลี่ยนพระกับคนในวงการได้ด้วยสายตาตัวเอง

 “ผมไม่มีปัญญา และมีเงินเช่าพระตามราคามาตรฐานนิยม ดังนั้นเราจะต้องศึกษาให้แตกฉาน และดูพระให้เป็นได้ด้วยสายตาตัวเอง จึงจะมีโอกาสเป็นเจ้าของวัตถุมงคลดั่งที่ใฝ่ฝันด้วยค่านิยมที่ไม่สูง พระเกือบทั้งหมดผมแสวงหาด้วยความรู้ และพิจารณาจากสายตาตัวเองทั้งหมด แต่บางครั้งก็มีบ้างที่ต้องไปขอคำแนะนำจากพี่นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เพื่อช่วยหาข้อยุติให้ ซึ่งที่ผ่านมาผมได้ครอบครองพระสมเด็จจิตรลดา ด้วยค่านิยมหลักร้อย และพระสมเด็จในราคาหลักพันกลางเท่านั้น และที่สำคัญ พระที่ได้มาเมื่อส่งเข้าประกวดก็ติดรางวัลจากงานใหญ่ด้วยทั้งสิ้น การเล่นและศึกษาพระเครื่องที่สำคัญ พึงระลึกอยู่เสมอว่า พระเครื่องเป็นสมบัติผลัดกันชม ดังนั้นวันนี้สิ่งที่ผมสะสมไว้หากถูกใจใครผมก็มอบให้ได้ เพราะความสุขที่สุดในชีวิตผมคือ การให้” นายไพร กล่าว

 สำหรับนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ การเล่นพระจะยึดหลักเดียวกันกับการบริหารท้องถิ่น นั่นคือ “ฟังหู ไว้หู” โดยเฉพาะอย่าฟังและคล้อยตามนิทาน แต่จะต้องรู้จักศึกษา หาข้อมูล เรียนรู้จากผู้รู้ตัวจริง ดังนั้น วันนี้จึงสามารถครอบครองพระหลัก พระยอดนิยมองค์ครูไว้จำนวนไม่น้อย เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระกริ่งปวเรศ วัดบวรฯ พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน รวมถึงพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่านทุกพิมพ์ และเหรียญหลวงพ่อทวด ที่สร้างโดยพระอาจารย์ทิมทุกพิมพ์เช่นกัน

 นอกจากนี้แล้ว นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ สามารถครอบครอง “พระเบญจภาคี” องค์งาม ด้วยความสามารถและสายตาตัวเองทั้งสิ้น แต่แม้ว่าจะมีพระหลัก พระยอดนิยม มากมาย ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ ยังสนใจวัตถุมงคลประเภทเครื่องรางของขลังอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีทั้ง “เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน” รวมไปถึงตะกรุดจากสุดยอดเกจิแทบทุกสำนัก โดยเฉพาะ “ตะกรุดทองคำหลวงปู่กลั่น” และ“ตะกรุดหลวงปู่เอี่ยม” เป็นต้น

 ด้วยความสนใจในพระเครื่อง และมีเจตนาสืบสานพระพุทธศาสนา จึงทำให้ใน พ.ศ.๒๕๔๘ นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทำการบูรณปฏิสังขรณ์ “องค์พระพุทธมงคลมหาราช” ซึ่งเป็น “พระประจำนครหาดใหญ่” ให้กลับมามีความงดงาม และเป็นที่เคารพสักการะยึดเหยี่ยวจิตใจของประชาชน

 และในงานบุญครั้งนี้ นายกไพรได้มีโอกาสพบกับ “หลวงปู่เอื้อม” แห่งวัดบางเนียน จ.นครศรีธรรมราช เป็นครั้งแรก และครั้งเดียว แต่เจ้าตัวกลับเชื่อว่า เป็นจุดสำคัญที่ทำให้รอดพ้นจากความตาย โดยปลาย พ.ศ.๒๕๕๒ คนสนิทของหลวงปู่เอื้อมได้โทรศัพท์มาบอกว่า ตนเองกำลังอยู่ในเคราะห์ และรุนแรงขั้นเสียชีวิต ยามว่างเว้นจากการงานก็มักจะเดินทางไปกราบนมัสการ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งล่าสุดท่านได้เมตตามอบเหรียญและเส้นเกศาให้ จึงได้นำติดตัวควบคู่กับพระเครื่องชุดหลวงปู่ทวดทันที

 “พี่เดินทางไปกราบนมัสการท่านและท่านเมตตาเจิมหน้าผากให้ และทันทีที่เดินทางกลับหาดใหญ่ พี่ต้องเข้าโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการรักษาอาการเส้นเลือดหัวใจอุดตัน โดยคณะแพทย์ได้ช่วยชีวิตด้วยวิธีทำบอลลูนหัวใจ โดยใช้เวลากว่า ๔ ชั่วโมง จนรอดพ้นจากความตายราวปาฏิหาริย์ ทั้งๆ ที่หมอบอกว่าผู้ป่วย ๑๐๐ คน ที่มีอาการลักษณะนี้ มีเปอร์เซ็นต์รอดเพียง ๓ คนเท่านั้น และผมก็เป็น ๑ ใน ๓ คนนั้น” นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวทิ้งท้าย

 "การเล่นพระจะยึดหลักเดียวกันกับการบริหารท้องถิ่น นั่นคือ ฟังหู ไว้หู โดยเฉพาะอย่าฟังและคล้อยตามนิทาน แต่จะต้องรู้จักศึกษา หาข้อมูล เรียนรู้จากผู้รู้ตัวจริง

เรื่อง / ภาพ... "สุพิชฌาย์ รัตนะ สำนักข่าวเนชั่น"

"}])