พระเครื่อง

แม่ชีกาญจนา
"สมดุลที่เลือกได้"

แม่ชีกาญจนา "สมดุลที่เลือกได้"

16 ต.ค. 2553

เพราะกรอบของสังคม ครอบครัว ทำให้มนุษย์ส่วนหนึ่งเชื่อว่า คนเก่งก็คือ คนที่ได้เกียรตินิยม คนที่ประสบความสำเร็จชีวิตก็คือ คนที่ร่ำรวย ฯลฯ เหมือนชีวิตมีสูตรสำเร็จ ...๑+๑ เท่ากับ ๒

  แต่ก็มีคนบางส่วนไม่เชื่อว่า ๑+๑ เท่ากับ ๒ เหมือนเช่น แม่ชีกล้วย-กาญจนา เตรียมธนาโชค นักบวชเสถียรธรรมสถาน บอกว่า มนุษย์เราเอามาตรฐานอะไรมาตัดสิน ไม่ว่าเรื่องใดในสังคม เราปะป้ายให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

 นั่นเป็นแค่กรอบความคิดที่คนอื่นมอง สำหรับแม่ชีแล้วใครจะมองอย่างไรก็ได้ เพราะเรารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
 ก่อนเป็นนักบวช เธอจบปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยพายัพ เกียรตินิยมอันดับ 1, ปริญญาโท สาขาการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศไทย มหาวิทยาลัยเดียวกัน และตอนเป็นแม่ชีเรียนสาวิกาสิกขาลัยรุ่นแรก เสถียรธรรมสถาน พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพุทธศาสตร์และศิลปะแห่งชีวิต ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนวิชาอายุรเวทและธรรมชาติบำบัด รวมถึงดูแลโครงการธรรมชาติบำบัด

 หากย้อนไปถึงชีวิตวัยเด็ก พ่อมีส่วนสำคัญ ทำให้เธอได้เรียนรู้พุทธศาสนา เธอบอกว่า ถ้าเป็นปัจจุบัน คงเรียกว่าพุทธสายปัญญา ไม่ได้อยู่ที่เปลือก

 "ตอนนั้นจะเรียกว่าพุทธศาสนาหรือไม่...ไม่ได้สนใจ แต่มีแก่นของจิตวิญญาณ พ่อสอนว่า ชีวิตต้องมากกว่านี้ มันไม่ได้แค่ฉาบฉวย ไม่ใช่แค่ ๑+๑= ๒" หากถามว่า นี่เป็นการมองทางโลกหรือทางธรรม เธอบอกว่า ก็แล้วแต่คนมอง ไม่ว่าโลกหรือธรรมก็อยู่ที่เดียวคือ จิตเรา ถ้าถามว่า บวชแล้วอยู่ทางธรรมหรือ ก็ไม่น่าใช่ บางคนบวชแล้วอยู่ทางโลก...สรุปไม่ได้

 ส่วนสาเหตุที่บวชเรียน เธอตอบสั้นๆ ด้วยรอยยิ้มที่เบิกบาน เพื่อสื่อสารว่า ชีวิตก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่ได้พิเศษอะไร
  "เหมือนมีอะไรบางอย่างบอกเราตั้งแต่เด็กว่า การใช้ชีวิตน่าจะมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เกิดมา เรียนหนังสือ ทำงาน หาเงิน แต่งงาน มีลูก แก่และตาย สำหรับเราตอนที่พ่อแม่จากโลกนี้ไปแล้ว เราก็เลือกทางเดินของตัวเอง ก็ใช้เวลานานกว่าจะเลือกได้ เพราะชีวิตมีเงื่อนไขหลายอย่าง การตัดสินใจก็ต้องเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ตอนนี้บวชมาสี่ปีแล้ว"

 ทั้งๆ ที่เป็นคนเรียนเก่งตั้งแต่เด็ก แต่แม่ชีกล้วยบอกว่า ธรรมดาปกติ คนอื่นจะมองอย่างไรเรื่องของเขา เพราะชอบภาษาอังกฤษ จึงมีความอยากรู้อยากเห็น

  เหมือนเช่นที่ถามว่า อ่านหนังสือเยอะไหม แม่ชีตอบว่า ไม่รู้ เหมือนที่ถามว่าเรียนเก่งไหม...จะไม่บอกว่า เก่งหรือไม่เก่ง ถ้าสมมติว่า โลกนี้มีหนังสืออยู่หนึ่งพันล้านเล่ม ถ้าเราอ่านแค่แสนเล่ม แล้วบอกว่าอ่านเยอะ มันก็ไม่น่าใช่ เพราะไม่รู้เอามาตรฐานอะไรตัดสิน

 "เหมือนเช่นที่ถามว่า เป็นนักบวชคงทำประโยชน์ได้มากกว่า ถ้าอธิบายเป็นทฤษฎี ชีวิตไม่ใช่แค่ถูกหรือผิด ไม่มีอะไรเก่งหรือไม่เก่ง ไม่มีอะไรทำประโยชน์หรือไม่ทำประโยชน์ แล้วแต่มุมมองของคนที่จะไปปะป้ายว่า คนนี้ทำประโยชน์มาก คนนั้นทำประโยชน์น้อย ในฐานะวัตถุที่ถูกมอง ก็แล้วแต่คนมอง แต่เรารู้ตัวเองว่าแค่ไหนอย่างไร"

 ถ้าถามว่า บวชเพื่อพัฒนาตัวเองหรือต้องการศึกษาธรรมลึกซึ้งมากขึ้น
 "ศึกษาธรรมลึกซึ้งก็คือพัฒนาตัวเอง พัฒนาตัวเองก็คือศึกษาธรรม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในเรา จำได้ว่าตอนที่มาถึงธรรมศาลา เสถียรธรรมสถาน เห็นแล้วที่นี่อยู่ได้ ก็ตกลงบวช เราก็รับผิดชอบตัวเอง ตอนเรียนปริญญาโท สาวิกาสิกขาลัย ที่สำคัญคือ มีกัลยาณมิตร ในความต่างของเพื่อนก็มีการช่วยเหลือเมื่อเพื่อนป่วย เราก็เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ตามที่ควรจะเป็นและเป็นไปได้"

 ในช่วงที่แม่ชีกล้วยเรียนสาวิกาสิกขาลัย เธอได้รับมอบหมายจากแม่ชีศันสนีย์ให้ดูแลคอร์สธรรมชาติบำบัดตั้งแต่เริ่มแรก ปัจจุบันผ่านมาจนถึงรุ่นที่ 16 เมื่อคลุกคลีเรียนรู้และอบรมมาหลายคอร์ส เธอจึงทำวิทยานิพนธ์เรื่อง แนวการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ ในโครงการธรรมชาติบำบัดเพื่อชีวิตเป็นสุขของเสถียรธรรมสถาน

 "แรกๆ เราก็ตั้งคำถามว่า แนวทางนี้ใช้ได้ผลหรือไม่ สุดโต่งเกินไปไหม เราก็คิดถึงเรื่องธรรมะคือ ทางสายกลาง นั่นก็คือ ถ้าสุดโต่งก็ไม่ใช่ ต้องปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคล อย่างพี่ "อู่" ชัญญา เศรษฐบุตร มาเข้าคอร์สธรรมชาติบำบัดรุ่นแรก ป่วยหนักมาก กินยาเยอะ สารพัดโรคที่รักษาไม่หาย เธอเป็นทนายความตัวอ้วนๆ เดินๆ แล้วก็ล้ม แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองและคนอื่นได้ กลายวิทยากรคอร์สธรรมชาติบำบัด"

  เธอบอกว่า คอร์สธรรมชาติบำบัดเริ่มแรกเชิญหมอจากอินเดียมาสอน จะไม่ให้กินอาหารเลย กินผลไม้และน้ำมะพร้าว ๗ วันเพื่อล้างพิษ โยคะก็ต้องให้ได้ตามนั้น

 "พวกเราก็มานั่งคิดว่า ไม่ใช่ เพราะทำอย่างนั้นไม่เป็นธรรมชาติในการกิน อาจทำให้เกิดความเครียด ถ้าไม่มีความเครียดทางกายคงดีกว่า เพราะคอร์สเริ่มแรกที่เรียนรู้เน้นมิติทางกายมากกว่าใจ จากนั้นเสถียรธรรมสถานหันมาทำคอร์สของเราเอง เน้นมิติทางใจมากขึ้น แม่ชีศันสนีย์และทีมงานช่วยกันปรับให้เหมาะกับสมดุลแต่ละคน"

  แม่ชีกล้วยบอกว่า แม้บางคนจะไม่หายป่วยเพราะแนวทางนี้ แต่ใจไม่ป่วยอยู่กับโรคร้ายอย่างมีความสุข  
 "สำหรับคนที่เป็นมะเร็ง แล้วรังเกียจมะเร็ง ก็เป็นทั้งกายและใจ จึงต้องปรับมุมมองในการมองโรคและโลก จำได้ว่า มีคนหนึ่งมาเข้าคอร์สเก่งคอมพิวเตอร์มากอายุ ๓๐ กว่าๆ เป็นเนื้องอกในสมอง ชีวิตทำงานเร่งรีบใจร้อนตลอดเวลา จนวันหนึ่งเกือบเดินไม่ได้ แต่อยากเดินได้เหมือนเดิม จนมาเจอแม่ชีศันสนีย์ ท่านบอกว่า "ก็ตอนนี้ยังเดินได้อยู่ ทำไมต้องเป็นทุกข์อยากเดินได้เหมือนเดิม" เธอได้สติ เมื่อคิดได้ก็ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ค่อยๆ เดิน และเดินได้ดียิ่งขึ้น" แม่ชีกล้วยเล่าและบอกว่า ถ้าหันมาใช้แนวทางธรรมชาติบำบัด คนป่วยจำนวนมากจะลดการใช้ยาแผนปัจจุบัน เพราะเราเอาพิษเข้าไปในร่างกายโดยไม่จำเป็น

 “พอได้คลุกคลีจริงจัง ทำให้เชื่อเรื่องธรรมชาติบำบัดมากขึ้น สมัยเด็กๆ เราเห็นแม่อมน้ำเกลือตอนเช้า ก่อนแปรงฟันก็เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้ฟันแข็งแรง"

 บางคนมองว่า แนวทางธรรมชาติบำบัดสุดโต่งเกินไป แม่ชีกล้วยย้ำว่า สมดุลกายใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนมีส่วนประกอบธาตุทั้ง ๔ ต่างกัน ไม่จำเป็นต้องกินเหมือนกัน

 "โรคทั้งหลายมาจากความเครียด กายเป็นบ่าว ใจเป็นนาย ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นประธาน เพราะฉะนั้นโรคทั้งหลาย เช่น ภูมิแพ้ มีหลักฐานยืนยันทางการแพทย์ว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากใจ เพราะความเครียด อย่างคนอยากฆ่าตัวตายเพราะอะไร สารเคมีที่ผิดปกติในร่างกายและทำให้ป่วยทางจิตเกิดจากอะไร ทำไมเวลาทำสมาธิ ทำให้คนอยู่ในสภาวะจิตที่ดีขึ้น เพราะหมอรักษากายอย่างเดียว ไม่ได้รักษาใจ " 

 ธรรมชาติบำบัดจึงต้องประยุกต์หลักพุทธธรรมเข้ามาในวิถีชีวิตเพื่อดูแลสุขภาพ โดยเน้นหลักพึ่งพาตนเอง แม่ชีกล้วยบอกว่า เหมือนเช่นการบิณฑบาต ก็คือการเดินจงกรม ทำให้ร่างกายได้ออกกำลังกาย เวลาเดินใจก็นิ่ง ได้ทั้งมิติทางกายและใจ

 "เพราะคนใส่บาตรให้ด้วยใจ จึงอิ่มใจ พระและชีรับของมาก็รู้สึกขอบคุณ ได้อาหารมาเลี้ยงให้กายตั้งอยู่"

เรื่อง -ภาพ... "เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ"

"}])