
ดร.อําพน กิตติอําพน กับสิ่งที่เรียกว่า... ปาฏิหาริย์เหนือปาฏิหาริย์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๓ โดยใช้ชื่อว่า สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ มีหน้าที่เสนอความเห็น คำแนะนำ ต่อรัฐบาลในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๒ มีการเพิ่มบทบาทหน้าที่ให้
“ผมอยู่สภาพัฒน์ แม้จะรู้เรื่องสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ไม่รู้หรอกว่าพระที่แขวนอยู่แท้หรือปลอม ตามความหมายของวงการพระเครื่อง โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าต้องเป็นพระดีทุกองค์ มิเช่นนั้นผู้ใหญ่คงไม่มอบให้ไว้คุ้มครอง ทุกวันนี้หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ไม่ว่าจะเป็นประชุมเล็ก ประชุมใหญ่ ร่วมทั้งประชุมกลุ่มย่อยๆ สิ่งหนึ่งมักถูกถามจากเพื่อนร่วมประชุมเสมอๆ คือ ดร.กบ ขอดูพระหน่อยครับ หรือ ดร.กบ แขวนพระดีอะไรบ้าง ที่ถามเช่นนี่น่าจะมีเหตุมากจากทุกคนรู้ว่าพระองค์หนึ่งเป็นของพี่นิพนธ์ซึ่งต้องเป็นพระดีอย่างแน่นอน ส่วนพระที่พ่อให้มานั้น แม้ทุกคนรู้ว่าเป็นพระซุ้มกอ แต่ก็อยากดูเพื่อชมบารมีความสวยงาม” นี่คือคำบอกเล่าของ ดร.อําพน
พระเครื่องที่ ดร.อำพน แขวนติดตัวอยู่ทุกวันมีอยู่ทั้งหมด ๕ องค์ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีที่มา คือ องค์แรกเป็นพระวัดพลับ ได้จากนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เมื่อครั้งที่ทำงานอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับกำชับว่า “รับราชการให้ดีๆ” พระนางพญา วัดสระเกศ ได้มาจากพ่อของเพื่อน พร้อมกับกำชับว่า “ให้เรารู้จักเคารพผู้หลักผู้ใหญ่” พระซุ้มกอได้จากพ่อ ส่วนอีกองค์หนึ่งนั้นเป็นพระสมเด็จที่ได้รับมอบจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ทำงานในโครงการหลวง ในขณะที่พระท่านเจ้าคุณนรฯ มีความเชื่อว่าใช้แล้วจะช่วยให้แคล้วคลาดจากการเดินทาง เพราะโดยนิสัยส่วนตัวแล้วชอบเดินทางไปประชุม และติดต่อราชการทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำ
นอกจากพระเครื่อง ๕ องค์ ที่ไม่เคยห่างกายเลยสักครั้งเดียวเลยนั้น ดร.อำพน ยังบอกด้วยว่า ไม่ว่าจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ไหน เดินทางไปประเทศใด สิ่งหนึ่งที่ทำทุกๆ คืนก่อนนอน สวดมนต์ไหว้พระ โดยเฉพาะมนต์บท อิติสุคะโต ซึ่งแปลว่า “ผู้มาดี และผู้ไปดี” ซึ่งเป็นของหลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมบางมด มนต์บทนี้สวดว่า “ติสุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปฐวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง” เมื่อสวดจบก็จะอธิษฐานจิตถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ พ่อแม่ และครอบครัว ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข รวมทั้งขออภัยที่ได้ล่วงเกินฟ้าดินและสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลาย
การท่องมนต์บท อิติสุคะโต มีคติความเชื่อว่า ผู้ใดท่องอย่างน้อย ๒ ครั้งคือ เมื่อตื่นนอนตอนเช้า และหลังสวดมนต์ก่อนนอน หรือกล่าวเรื่อยไปขณะเดินทางยิ่งดี สวดทุกครั้งที่เปิดร้าน จุดธูปบอกเจ้าที่อธิษฐานให้ขายดีมีกำไร เดือดร้อนใจก็สวดอโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วย การบวงสรวงต่างๆ อธิษฐานสิ่งใดเทวดาท่านจะอนุเคราะห์สุดความสามารถ เจ้ากรรมนายเวรได้ยินจะยอมอโหสิกรรมให้ จึงดีทางเมตตาและคุ้มครองภัย สวดประจำจะหมดทุกข์หมดโศก โรคภัยไข้เจ็บจะหาย ครอบครัวเป็นสุข เทวดาคุ้มครอง
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยประสบเหตุใดที่เรียกว่าปาฏิหาริย์หรือเฉียดเลยสักครั้งเดียว” นี่คือคำยืนยันของ ดร.อำพน พร้อมกันนี้ ดร.อำพน ยังพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “การดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เป็นปาฏิหาริย์เหนือปาฏิหาริย์ เช้าตื่นมาทำงาน เย็นกลับบ้าน หลับในตอนหัวค่ำแล้วตื่นมาอีกครั้งด้วยสุขภาพที่แข็งแรงในตอนเช้า เท่านี้ก็ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งปาฏิหาริย์แล้ว ทุกๆ เช้า ที่ตื่นนอนจะคิดอยู่เสมอว่า ในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง วันนี้จะทำความดีอะไรได้บ้าง ได้ทำงานเสียสละให้แก่ประชาชนในฐานะข้าราชการของในหลวงอะไรได้บ้าง ในเวลาที่ยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่นั้น สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรทำเป็นอย่างยิ่ง คือ ทำดีและเสียสละต่อส่วนรวมให้มากที่สุด"
เมื่อถามถึงงานหลังเกษียณอายุราชการแล้ว ดร.อำพน บอกว่า มีงานของมูลนิธิที่ต้องทำอยู่ ๒ มูลนิธิ คือ ๑.มูลนิธิเศรษฐกิจพอเพียง (ศกพ.) ของสภาพัฒน์ ซึ่งเป็นกรรมการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ๒.มูลนิธิทุนในองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานทุนให้แก่นักเรียนผู้ยากไร้ทุกปี
กฐินพระราชทานการบินไทย
ดร.อําพน ในประธานคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า บุญอย่างหนึ่งที่บริษัทการบินไทยทำทุกๆ ปี คือ ทอดกฐินพระราชทานทั้งในและต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จัดหาเครื่องอัฐบริขารอันจำเป็นแก่พระภิกษุสามเณร พร้อมทั้งทุนทรัพย์สำหรับเป็นปัจจัยถวายวัด รวมทั้งเพื่อใช้บูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน
สำหรับกฐินในประเทศปีนี้ บริษัทจัดพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๕๓ ในวันเสาร์ที่ ๓๐ ตุลาคม ณ วัดป่าประดู่ (พระอารามหลวง) อ.เมือง จ.ระยอง ส่วนต่างประเทศ บริษัทจะนำผ้าพระกฐินพระราชทานไป ทอดถวายพระภิกษุสงฆ์ ณ วัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี สาธารณรัฐอินเดีย ในวันพุธที่ ๑๐ พฤศจิกายนนี้
พ.ศ.๒๕๕๓ นี้ นับเป็นปีที่ ๕ ที่ทัวร์เอื้องหลวงจะเริ่มจัดรายการเดินทางไปกราบสังเวชนียสถาน “จาริกแดนพุทธภูมิ ตามรอยพระศาสดา” ในช่วงตารางบินฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ โดยบริษัทได้ทำการบินสู่แดนพุทธภูมิมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ และปัจจุบันยังคงมีเจตนารมณ์มุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของสะพานบุญ นำพุทธศาสนิกชน ผู้ยึดถือปฏิบัติชอบร่วมกันเดินทางตามรอยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสู่แดนพุทธภูมิ ยังสังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล ได้แก่ สวนลุมพินีวัน พุทธคยา พาราณสี และกุสินารา
"การทำการบินไปยังแดนพุทธภูมิดังกล่าว ไม่ใช่การแสวงหาโอกาสเชิงธุรกิจ แต่ในฐานะที่บริษัทเป็นสายการบินแห่งชาติ จึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาจิตใจของคนในชาติ ให้ยึดปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นการเสริมพลังศรัทธา เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาจิตใจของคนในสังคมอีกทางหนึ่ง และเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ประจักษ์ว่า พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องจริงมีอยู่จริง ในโอกาสนี้จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธา สืบสานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ร่วมกันอนุโมทนาถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของบริษัท และร่วมบริจาคทรัพย์ก่อสร้างพระอารามแห่งนี้"
“การดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เป็นปาฏิหาริย์เหนือปาฏิหาริย์ เช้าตื่นมาทำงาน เย็นกลับบ้าน หลับในตอนหัวค่ำแล้วตื่นมาอีกครั้งด้วยสุขภาพที่แข็งแรงในตอนเช้า เท่านี้ก็ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งปาฏิหาริย์แล้ว"
เรื่อง... "ไตรเทพ ไกรงู"
ภาพ... "ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์"



