พระเครื่อง

เมื่อไทยพุทธถูกฆ่า!
 "พระและวัดอยู่ยาก ญาติโยมก็อยู่ยากยิ่ง”

เมื่อไทยพุทธถูกฆ่า! "พระและวัดอยู่ยาก ญาติโยมก็อยู่ยากยิ่ง”

29 ก.ย. 2553

เหตุการณ์คนร้ายลงมือสังหารก่อนวางเพลิงเผาบ้านชาวไทยพุทธเสียชีวิต ๔ รายที่บริเวณบ้านฮูแตยือลอ หมู่ ๖ ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส สร้างความสะเทือนขวัญให้ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวอย่างมาก เพราะปฏิบัติการของผู้ก่อความไม่สงบครั้งนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่ชาวบ

 ผลพวงจากสิ่งที่เกิดขึ้น มิได้เป็นเพียงแค่การสร้างหวาดกลัวให้ปกคลุมทั่วพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นที่รู้ดีว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา แรงกระเพื่อมจากความรุนแรงที่ปรากฏกับชาวบ้านไทยพุทธครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐานเพียงเพื่อให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อสังเวยความรุนแรง และสิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นคือ ภาพของวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หลายแห่ง ต้องตกอยู่ในสภาพร้างราชาวพุทธ

 พระอธิการสำรวย ฐานะยุโต เจ้าอาวาสวัดอุไรรัตนาราม อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส สะท้อนความรู้สึกให้ฟังอย่างละเหี่ยใจว่า "เหตุคนร้ายสังหารไทยพุทธ ๔ ศพ ก่อนลงมือเผาซ้ำ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสลดหดหู่ใจอย่างมาก โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากวัดแห่งนี้ประมาณ ๓-๔ กิโลเมตรเท่านั้น ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมาชาวพุทธในพื้นที่ละแวกวัดมีปริมาณน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมาเกิดเหตุฆ่า ๔ ศพ ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะชาวบ้านต่างไม่กล้าออกจากบ้านไปไหน แม้กระทั่งมาที่วัด โดยวันนี้เมื่อถึงวันพระ ต้องให้ทหารไปรับพุทธบริษัทในตลาด เพื่อเดินทางมาทำบุญที่วัด แต่หากสถานการณ์ยังคงรุนแรงเช่นนี้ วัดคงเงียบเหงาไปอีกนาน” พระอธิการสำรวย กล่าว

 อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เดินทางมาจำวัดแห่งนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นกับวัด พระ และชาวพุทธ นับครั้งไม่ถ้วน โดยมีชาวบ้านหลายครัวเรือนตัดสินใจขายบ้าน เรือกสวนไร่นา ก่อนจะย้ายถิ่นฐานออกไปจากพื้นที่ เพราะความหวาดกลัวในสถานการณ์ความไม่สงบเป็นจำนวนมาก และเมื่อพุทธบริษัทรอบวัดแห่งนี้เหลือปริมาณน้อยลง ทำให้การประกอบศาสนกิจในวันสำคัญทางศาสนา แทบจะไร้ซึ่งความคึกคัก หากเทียบกับภูมิภาคอื่น

 พร้อมกันนี้ พระอธิการสำรวย ยังสะท้อนเรื่องราวให้ฟังอีกว่า ทุกวันนี้มีกำลังทหารที่มาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ จะนำภัตตาหารมาถวายพระที่วัดอยู่เป็นประจำ ซึ่งหากไม่ได้ทหารหาญเหล่านี้ คงจะลำบากอย่างมาก ในการยืนหยัดปฏิบัติศาสนกิจในพื้นที่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และยังคงคุกรุ่นไปด้วยความรุนแรงแทบไม่เว้นแต่ละวัน ดังนั้นจึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งสร้างมาตรการที่เข้มข้นในการปกปักรักษาชีวิตชาวไทยพุทธที่เหลือเพียงน้อยนิด ให้คงอยู่ต่อไปในพื้นที่ เพื่อให้องค์ประกอบของพระพุทธศาสนายังคงมีอยู่ครบถ้วน ในดินแดนแห่งนี้ทั้งพระทั้งวัดและพุทธบริษัท

 ด้านพระมหาชรัช อุชุจาโร รองเจ้าอาวาสวัดช้างให้ กล่าวว่า เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ในการพุ่งเป้าหมายกดดันให้ไทยพุทธออกจากพื้นที่ โดยเฉพาะบางหมู่บ้าน มีชาวบ้านจำนวนมากตัดสินใจละถิ่นฐานเพื่อเอาชีวิตรอด ส่งผลให้บางวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชนแห่งนั้น ตกอยู่ในสภาพ “เกือบร้าง” จนถึงขั้น “ร้าง” ให้เห็นเป็นข่าวมาแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่า พุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้อยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง นั่นคือ “การบิณฑบาต” เพราะพระภิกษุจากวัดหลายแห่งต้องมีทหารคอยเดินตามเพื่อรักษาความปลอดภัยให้เป็นขบวน ในขณะที่บางวัดแทบจะออกบิณฑบาตไม่ได้ อีกทั้งศาสนกิจหรือพิธีทางศาสนา ก็ต้องดำเนินไปอย่างรวบรัด เพื่อให้มีความปลอดภัยมากที่สุด

 “บางวัดเหลือพระภิกษุเพียงหนึ่งหรือสองรูปเท่านั้น ในขณะที่วัดบางแห่งถึงขั้นร้างราพระจำวัดไปเลยก็มี นั่นเป็นเพราะชุมชนแทบไม่เหลือชาวพุทธ หรือมีอยู่ในปริมาณน้อย ส่งผลให้การสืบสานพระพุทธศาสนาในพื้นที่ดำเนินไปอย่างยากลำบาก ทั้งที่ความจริงทุกศาสนาจะดำรงอยู่ได้ หากศาสนิกชนอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกันอย่างมีความสุข เพราะนี่คือรากฐานที่สำคัญในการค้ำจุนให้ศาสนาสืบสานต่อไปอย่างยั่งยืน” พระมหาชรัช กล่าวทิ้งท้าย

พระแก่โยมเฒ่าเฝ้าวัด
 “เป้าหมายคนร้ายคนในพื้นที่รู้ดีว่า เขาจะใช้วิธีสร้างความหวาดกลัวเพื่อกดดันและบีบบังคับให้ไทยพุทธย้ายออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นบรรดาแนวร่วมจะเข้ายึดครองพื้นที่ทำกิน ไม่ว่าจะเป็นสวนยางพารา หรือสวนผลไม้ แต่สำหรับแวดวงพุทธศาสนาแล้ว ผลพวงมันมากกว่านั้น เพราะเมื่อไม่มีพุทธบริษัทแล้วบรรดาภิกษุสงฆ์ก็ต้องอยู่อย่างเดียวดาย ทุกวันนี้วัดบางแห่งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ยังอยู่ได้เพราะอาศัยคนเฒ่าคนแก่ที่ขอปักหลักจบชีวิตอยู่ในพื้นที่ โดยไม่คิดย้ายหนีความรุนแรงไปไหน ส่วนคนหนุ่มสาวได้โยกย้ายไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว นาทีนี้หากไม่เหลือชาวพุทธ แล้วใครจะทำนุบำรุงพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้” นี่คือสียงสะท้อนของพระภิกษุสูงวัยในวัดแห่งหนึ่งจากพื้นที่ จ.ยะลา

 อย่างไรก็ตาม พระภิกษุรูปเดิมยังเล่าย้อนเหตุการณ์ในช่วง พ.ศ.๒๕๕๐ ไห้ฟังว่า ครั้งนั้นในพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา เคยเกิดเหตุคนร้ายเข่นฆ่าชาวบ้านไทยพุทธ จนเกิดปรากฏการณ์ชาวบ้านหนีออกจากพื้นที่มาขอพึ่งใบบุญวัดอยู่นานหลายเดือน เช่นเดียวกับเหตุการณ์สังหารชาวพุทธ ๔ ศพในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ครั้งนี้ที่อาจไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ แต่ถือเป็นสัญญาณเตือนระลอกใหม่มากกว่า เพราะนี่คือปฏิบัติการกดดันและบีบให้ชาวไทยพุทธตกอยู่ในความกลัว ก่อนจะโยกย้ายถิ่นฐานออกจากภูมิลำเนาในที่สุด

 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวไทยพุทธวันนี้ มีหมู่บ้านหลายแห่งแทบตกอยู่ในภาวะร้าง เพราะเหลือชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนาอาศัยอยู่ไม่กี่ครัวเรือน เช่นที่ “บ้านเนียง” ซึ่งอยู่ระหว่าง อ.เมือง กับ อ.ยะหา จ.ยะลา มีชาวพุทธอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน เพราะหากทนอยู่ต่อก็ต้องตกอยู่ในภาวะสะดุ้งกลัว ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะตกเป็นเหยื่อการก่อความไม่สงบ ชุมชนหลายแห่งที่เหลือชาวพุทธไม่กี่ครัวเรือน จากผลพวงแห่งความรุนแรง ส่งผลให้วัดหลายแห่งตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง นั่นคือ ยามพระเจ็บไข้ได้ป่วย แทบจะหาญาติโยมมาดูแลได้ยาก เพราะชาวบ้านล้วนตกอยู่ในความหวาดกลัวทั้งสิ้น

 “บางวัดเหลือพระภิกษุเพียงหนึ่งหรือสองรูปเท่านั้น ในขณะที่วัดบางแห่งถึงขั้นร้างราพระจำวัดไปเลยก็มี นั่นเป็นเพราะชุมชนแทบไม่เหลือชาวพุทธ หรือมีอยู่ในปริมาณน้อย ส่งผลให้การสืบสานพระพุทธศาสนาในพื้นที่ดำเนินไปอย่างยากลำบาก"

0 เรื่อง สุพิชฌาย์ รัตนะ สำนักข่าวเนชั่น ภาคใต้ 0
0 ภาพ อมรรัตน์ เข็มขาว 0

"}])