พระเครื่อง

พึ่งตนพึ่งธรรม - ความโกรธ ไม่เคยปรานีใคร

พึ่งตนพึ่งธรรม - ความโกรธ ไม่เคยปรานีใคร

08 ก.ย. 2553

ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นปราชญ์ หรือสามัญชน เป็นหญิงหรือเป็นชาย เป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ เป็นสมมติสงฆ์ หรือฆราวาส เมื่อพายุโทสะเริ่มก่อตัวแล้วไซร้ ก็สุดแท้แต่คนผู้นั้นจะแปรเปลี่ยนพลังงานความโกรธนั้นไปในทางใด

 แม้แต่ พระพยอม กัลยาโณ (พระราชธรรมนิเทศ) ก็เถอะ เมื่อถูกขบวนการต้มตุ๋นโกงที่ดินไป ๑๐ ล้านบาท ตามที่เป็นข่าวครึกโครม กระดาษที่เป็นโฉนดที่ดิน จึงกลายเป็นโมฆะ เอาไปทำได้เพียงพับเป็นถุงใส่กล้วยแขก ซึ่งเหตุการณ์ครานั้น ท่านเองก็ยอมรับว่า ท่านโกรธ แต่ด้วยความเป็นปราชญ์ เป็นพระมานานชั่วชีวิต ท่านก็ฉลาดในการแปลง “ความโกรธ” นั้น ให้เป็น อนุสาวรีย์ถุงกล้วยแขก ใหญ่เบ้อเริ่ม ประกาศ ประจาน ประชดประชันกรมที่ดิน และ “กฎหมายไทย” อัน “คนไทย” พึ่งอะไรแทบไม่ได้เลย ใครอยากเห็นของจริง ผ่านไปก็แวะดูกันได้ที่วัดสวนแก้วนะครับ 

 ผมยังนับว่า พระพยอม ท่านเป็น “สารถี” ในกรณีนี้นะครับ ไม่เผลอกลายเป็นแค่ “ผู้ถือเชือก” ตามที่ท่านมักเทศน์ให้ชาวบ้านสำเหนียกเสมอว่า “โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า” หรือไม่มีหายนะใด ยิ่งใหญ่เท่า ความโกรธ (โทสะ) อีกแล้ว

 ด้วยเหตุนี้เกจิอาจารย์หลายท่าน มักจะสุ่มทดสอบลูกศิษย์ลูกหาในเรื่อง “โทสะ” ในบางโอกาส เป็นที่ทราบกันในหมู่ศิษย์สวนโมกข์ด้วยกันว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ นอกจากจะมีอารมณ์ขันแบบนักปราชญ์แล้ว ยังชอบทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง (เซอร์ไพรส์) เพื่อเป็นการทดสอบ “โทสะ” ของบรรดาศิษย์ของท่านเองในบางครั้ง เท่าที่ผมเคยฟังมา ก็มีปาแก้วลงกับพื้นจนแตกละเอียดกลางหมู่สงฆ์บ้าง หรือสาดน้ำใส่เณรรูปหนึ่ง ที่วิ่งมาตามนิมนต์ท่านให้ไปพบแขก ต่อหน้าหมู่สงฆ์ที่อยู่บริเวณนั้น ครั้งนั้น เณรตกใจ แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงเป็นปกติว่า ...
  “โอ้ ...จีวรเปียกหมดเลย”
  แล้วก็วิ่งไปเปลี่ยน ท่านพุทธทาสกลับหัวเราะหึๆ ในลำคอ แล้วเปรยว่า …
  “เรากะจะทำให้เณรโกรธ แต่กลับไม่โกรธ ... หึๆ ดีๆ” (แสดงว่าเณรรูปนี้ สอบผ่าน)
      000

  หลายวันก่อน ผมมีโอกาสแวะไปกราบ “หลวงตาเล็ก” (สนเฒ่าแสดงธรรม) ที่วัดสวนแก้วอีกครั้ง ท่านเคยจำพรรษาอยู่สวนโมกข์ คอยรับใช้ท่านอาจารย์พุทธทาส กว่าครึ่งชีวิตสมณเพศของท่าน โดยเฉพาะงานการก่อสร้างอาคารและพุทธศิลป์ที่โรงมหรสพทางวิญญาณ อันตั้งตระหง่านที่สวนโมกข์ ไชยา จ.สุราษฎร์ ได้รับใช้ เผยแผ่ธรรมให้ญาติโยมมาหลายสิบปีแล้ว ผมถือว่าเป็นธรรมะบันเทิง (Dharma-tainment) ชิ้นเอกของสังคมไทยเลยก็ว่าได้ หลวงตาเล็ก รูปนี้มีส่วนอยู่มากทีเดียว

  หลวงตาเล็ก ยืนยันเรื่องการทดสอบโทสะของท่านอาจารย์พุทธทาส เพราะท่านเองในสมัยนั้น ก็ไม่ถูกละเว้นเช่นกัน ท่านเล่าว่า...

  ครั้งหนึ่งท่านอาจารย์พุทธทาส สาธิตการปรุงน้ำปานะด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ทุกอย่างเตรียมไว้พร้อม เช่น กะละมังมะม่วงปอก กะละมังกล้วยสุก เกลือ น้ำต้มสุก ฯลฯ เครื่องปั่น เมื่อหลายสิบปีก่อน ต้องถือว่าเป็นของแปลกใหม่มากๆ ยังความสนใจให้หลวงตาเล็ก เปิดฝา แล้วชะโงกหน้าไปดูใกล้ๆ อยากรู้ว่ามันทำงานอย่างไร... และแล้วสิ่งที่คาดไม่ถึง ก็คือ

 ท่านอาจารย์พุทธทาส จู่ๆ ก็กดปุ่ม สวิตช์ออน (On) ให้เครื่องปั่นทำงานซะงั้น ปรากฏว่าน้ำผลไม้เละๆ ก็กระจายเต็มหน้าหลวงตา

 ซึ่งท่านก็เล่าด้วยความสนุกสนาน หัวเราะกันลั่นกับผู้เขียนเช่นเคย ซ้ำยังสื่อแสดงให้เห็นถึงความอุ่นใจในแนวทางการสอนของอาจารย์ของท่านด้วย

 นั่นแหละครับ... การทดสอบโทสะ แบบพุทธทาส

                                                     000
 มาจบกันที่เรื่อง “หลวงพ่อชา สุภัทโท” แห่งวัดหนองป่าพง หรือที่ลูกศิษย์ฝรั่งมักเรียกท่านว่า “อาจารย์ชา” (Ajan Chah)

 นอกจากหลวงพ่อชา จะสร้างพระ สร้างคน ขยายผลกว่า ๒๐๐ สาขาของวัดหนองป่าพงแล้ว ท่านยังเป็นพระผู้มีอานิสงส์ต่อศิษย์ฝรั่งทั้งพระและฆราวาสอย่างมากอีกด้วย ทั้งๆ ที่ท่านเองก็ไม่สันทัดในเรื่องภาษาอังกฤษเลย ผมเองก็นึกไม่ออกว่าท่านจะสอนศิษย์ฝรั่งที่ไม่เข้าใจภาษาไทยเลยได้ยังไง ท่านเคยปรารภกับศิษย์ใกล้ชิดว่า ถ้าพวกเขา (ศิษย์ฝรั่ง) สนใจและตั้งใจศึกษาพุทธศาสนาจากพระไทยจริงๆ เขาก็ต้องไปเรียนภาษาไทยเองสิ นั่นคือทัศนะของอาจารย์ชา

 นอกเหนือจากการสื่อสารกันด้วยภาษาแล้ว ท่านเชื่อว่า การถ่ายทอดกันโดยทำให้ดู อยู่ให้เห็น และใช้วิธีถ่ายทอดแบบจิตถึงจิต เหล่านี้กลับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า ประดาภาษาสมมุตทั้งหลายเสียอีก ผมจึงเห็นว่า แนวคำสอนของท่านพุทธทาสกับอาจารย์ชา ช่างสอดคล้องและงดงามยิ่ง

 หลวงพ่อชา เองก็ชอบพูดตรงๆ สอนตรงๆ ท่านใช้ภาษาโดนๆ ที่บ่อยครั้ง กระแทกเข้าไปในจิตใจคนให้จดจำได้เป็นอย่างดี และท่านเองก็มักทดสอบ “โทสะ” กับบรรดาศิษย์ท่านเช่นกัน

 ครั้งหนึ่ง มีอุบาสกคนหนึ่ง พำนักและปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในวัดหนองป่าพง เขาเกิดเห็นแสงสว่าง และความรู้สึกปีติในสมาธิอย่างยิ่ง กระทั่งเข้าใจผิดคิดไปเองว่าบรรลุถึงขั้นอนาคามีแล้ว (ลำดับของการบรรลุธรรมมี ๑.โสดาบัน ๒.สกิทาคามี ๓.อนาคามี และ ๔.อรหันต์ ด้วยความดีใจแบบสุดๆ จึงรีบปรี่เข้าไปหาหลวงพ่อชา เล่าอาการให้พระอาจารย์ฟัง แล้วถามท่าน

  อุบาสก: หลวงพ่อครับ อาการนี้ดีมากเลยครับ ผมคงบรรลุขั้นอนาคามีแล้วใช่ไหมครับ?
  หลวงพ่อชา: อ๋อ….อนาคามี น่ะเหรอ…มันก็ดีกว่าหมาขี้เรื้อนหน่อยเดียว แค่นั้นแหละ!!!
  อุบาสก: (โกรธ) ทำไมท่านพูดแบบนี้ล่ะครับ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ขอลาไปล่ะครับ!
  เหตุการณ์นี้อยู่ในสายตาของพระลูกวัดโดยตลอด หลังจากที่ชายคนนั้นจากไปแล้ว จึงถามหลวงพ่อชาอย่างสงสัยว่า…
  พระลูกวัด: หลวงพ่อทำไมพูดกับเขาแรงแบบนั้นล่ะครับ?
  หลวงพ่อชา : พระอนาคามี ที่ไหนโกรธง่ายขนาดนี้ล่ะ เจ้าว่าจริงไหม?
  และนั่นแหละครับ ... การทดสอบโทสะ แบบพระเดชพระคุณหลวงพ่อชา
  โท...เอ๋ย “โทสะ”
ไม่เห็นกันจะจะ ไม่รู้ฤทธิ์ ในพิษสง
เขาสูงใหญ่ โค่นลงได้ ในบัดดล
หายนะใด ในสากล ไม่เทียมทาน
 เกิดขึ้นได้ ในจิตมนุษย์ ทุกรูปนาม
แม้แต่พระ สกิทา  ยังเกรงขาม
จิตไม่ทัน รู้เท่า ก็สั่นทาน
เดือดบันดาล  โทสะ ร้อนกว่าไฟ
 จิตยังไม่ ถึงขั้น อนาคามี
โทสะยัง เกิดทุกที ที่หวั่นไหว
“สติ” เร็ว ก็ระงับ ดับได้ไว
“สติ” ช้า ก็บรรลัย วอยวายเพลิง
 “พระ” จึงชอบ สอบโทสะ ศิษย์ทั้งหลาย
ให้ระวัง กันเอาไว้  อย่าได้เหลิง
ไม่ติดดี ติดเด่น ยึดมั่นเกิน
เส้นทางเดิน อีกไกล ไม่หลงทางฯ

"พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา"

"}])