พระเครื่อง

พึ่งตนพึ่งธรรม - ใคร คือ คลื่นลูกที่สี่ !

พึ่งตนพึ่งธรรม - ใคร คือ คลื่นลูกที่สี่ !
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ทพ.สม สุจีรา คือหนึ่งในทันตแพทย์จำนวนน้อย ที่มาเอาดีทางด้านเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นอุบายในการให้ผู้อ่านเข้าถึงธรรมะง่ายๆ นำไปใช้ได้จริง อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผู้อ่านแย้งและผละสายตาจากหนังสือ ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะได้เห็นด้วยตนเองว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร

  การท้าทายของคุณหมอ ที่นำวิทยาศาสตร์มาพบกับพุทธศาสตร์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านออกมาท้วงติง แต่ยิ่งท้วง ดูเหมือนว่าคุณหมอจะไม่ท้อถอยในการฝึกปฏิบัติเพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยเอาตัวเองเข้าแล็บทดลองปฏิบัติธรรม แล้วอธิบายออกมาในหนังสือวิทยาศาสตร์อีกหลายเล่มที่มาจากการปฏิบัติ แต่การปฏิบัตินั้นจะนำไปสู่การพ้นทุกข์ทางโลก หรือจะนำมาใช้เพื่อประสบความสำเร็จทางโลก ซึ่งไม่จีรัง ก็แล้วแต่ผู้อ่านจะใช้วิจารณณาณกันเอาเอง 

 0 ครูบาอาจารย์ของคุณหมอที่มีบทบาทในชีวิตและการเขียนงาน
 พระอาจารย์ใหญ่ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ ท่านเป็นพระชาวพม่าที่สอนวิปัสสนากรรมฐานชนิดต้นรากเลย เพราะวิปัสสนากรรมฐานทางพม่าเขาเก่ง เนื่องจากว่าเขาไปอินเดียแล้วถ่ายทอดมาโดยตรง พระเขมรนี่จะกลายไปแล้ว ไกลไปกว่าเราอีก ประเทศไทยเราก็รับพุทธศาสนามาจากศรีลังกา มาขึ้นฝั่งที่นครศรีธรรมราช

 ช่วงที่ผมปฏิบัติหนักคือปี พ.ศ.๒๕๔๐-๒๕๔๑ หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยปฏิบัติ ที่นำมาเขียนใน "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" ก็มาจากการปฏิบัติครั้งนั้น พิมพ์ครั้งที่สี่สิบกว่าแล้ว

 0 “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” ระงับการพิมพ์ไปหรือยัง หลังจากที่มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาท้วงติงว่ามีข้อผิดพลาดบางอย่าง

 ประเด็นคือ มุมมองของนักวิทยาศาสตร์เขาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเขียนธรรมะมาโยงกับวิทยาศาสตร์ แล้วเราเอาธรรมะนำ มันอ่อนไหวมาก นักวิทยาศาสตร์เขาไม่เชื่อเรื่องการเกิดใหม่ ไม่เชื่อเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อเรื่องญาณหยั่งรู้พวกนี้ ต้องทดลองพิสูจน์ให้ได้เขาถึงจะเชื่อ พอผมโยงไอน์สไตน์มาพบพระพุทธเจ้าเลยถูกกระแสวิจารณ์ จริงๆ ยังไม่ได้ระงับการพิมพ์

 การวิจารณ์ก็เป็นการวิจารณ์เรื่องของภาษา ถ้าวิจารณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะอ่านพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มไหนก็มีจุดให้จับทั้งนั้น แต่เพราะเล่มนี้มันดังเลยถูกจับมากหน่อย

 0 ก็เป็นการช่วยกันทำให้งานถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมวงกว้าง ?
 ช่วยกันแก้ไข ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของภาษา อย่างเช่นเรื่องที่ว่า ผมอ้างถึง กฎอิทัปปัจจยตา ของพระพุทธเจ้า แล้วไอน์สไตน์ยืนยันซ้ำด้วยสูตรทางวิทยาศาสตร์ว่าสัมพันธภาพ สรรพสิ่งสัมพันธ์กันหมด เขาก็บอกว่า สัมพันธภาพ กับ อิทัปปัจยตาไม่ใช่อันเดียวกัน ผมพยายามโยงทฤษฎีสัมพันธภาพกับอิทัปปัจยตาเข้าด้วยกัน ซึ่งเขาบอกว่าเป็นการจับแพะชนแกะ

 การศึกษากฎอิทัปปัจยตาลึกซึ้งมาก พระพุทธเจ้าท่านสติไวมาก เราเองตาไม่ไวพอที่จะจับว่าผลไม้ตกลงมาด้วยความเร่ง อย่างนิวตันเห็นลูกแอปเปิ้ลตกลงมาจากต้นไม้ด้วยความเร็วไม่คงที่ แต่คนสมัยก่อนไม่สงสัย ตาเขาไม่ไวพอที่จะจับว่าลูกผลไม้ตกลงมาด้วยความเร่ง นิวตันเป็นคนเห็นความไม่เที่ยงของความเร็ว การเห็นแค่นั้นปฏิวัติโลกเลย สติของนิวตันเขาไวมาก นั่นคือจุดเดียวที่พระพุทธเจ้าเห็น ผมว่าพระพุทธเจ้าสติท่านไวกว่านิวตันอีก ท่านเห็นมานานแล้วล่ะ แต่ท่านไม่พูด ไม่รู้จะพูดไปทำไมว่า ความเร่ง คือความเร็วยังไม่คงที่ หรือจะเรียกว่า ความไม่เที่ยงของความเร็ว ก็ได้ 

 ไอน์สไตน์เห็นมากกว่านิวตันอีก ไอน์สไตน์บอกว่า เบื้องหลังความไม่เที่ยงของความเร่งมีอะไรซ่อนอยู่ แล้วเขาก็วิเคราะห์จนพบว่า ถ้าความเร่งไม่เที่ยงเวลาจะยืดหด ซึ่งเป็นที่มาของทฤษฎีสัมพันธภาพ ตอนหลังไอน์สไตน์มาศึกษาศาสนาพุทธจึงทึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าตรัสมาก่อนแล้ว ไอน์สไตน์ช่วงหลังก็มารับประทานมังสวิรัติ ผมว่าเขามีบุญเก่า และคงเคยฝึกสติมาก่อน

 สตินี่แหละคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ค้นพบความมหัศจรรย์อะไรมากมาย อย่างคนอื่นเห็นแสงเป็นลำ แต่ไอน์สไตน์สามารถเห็นแสงเป็นเม็ด จากทฤษฎีพื้นฐานของไอน์สไตน์ทำให้มีระบบดิจิทัล ใช้แสงอ่าน จริงๆ แล้วใช้เม็ดของแสงยิงเข้าไปตามซีดี ดีวีดีที่มีร่องๆ มันลึกไม่เท่ากันยิงเข้าไปแล้วมันสะท้อนกลับ นั่นคือการค้นพบว่าแสงเป็นเม็ด ทฤษฎีนี้ ถ้าสติไวมากๆ จะเห็น ผมเลยมองว่าเป็นเรื่องเดียวกันเลย เพียงแต่ว่า ศาสนาพุทธมาศึกษาเรื่องจิตใจมากกว่า

 0 ที่วิเคราะห์อย่างนี้มีฐานจากการปฏิบัติธรรม?
 ใช่ เพราะตอนผมปฏิบัติผมก็สงสัยอย่างนี้ เห็นอย่างที่นิวตันบอก ถ้าสติเราจับดีๆ จะเห็นว่าความเร็วไม่คงที่ วันไหนที่เราไปนั่งแล้วเห็นลูกมะพร้าวตก แล้วใช้สติจับจะเห็นจริงๆ เห็นว่ามีความเร่ง เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ยุคนิวตันยืนยันหนักแน่นว่าอะตอมอยู่นิ่งเหมือนลูกบิลเลียด จนกว่าจะมีแรงอะไรไปกระทำจึงจะขยับ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่มีสิ่งใดอยู่นิ่งในจักรวาล พระพุทธเจ้ารู้มาก่อนเป็นพันปี เมื่อยุคไอน์สไตน์บอกว่าลองส่องเข้าไปในอะตอม มันมีอะไรยุบยับมากมาย ทั้งอิเล็กตรอน โปรตรอน มันไม่มีอะไรอยู่นิ่งเลย จนไอน์สไตน์บอกว่า อะตอมก็ไม่มีอยู่จริง มันมีพลังงานอยู่ในนั้น ถ้าเราแยกอะตอมออกมันจะหายไปเลย กลายเป็นพลังงานที่เขาเอามาทำระเบิดปรมาณู

 เพราะตอนที่ไอน์สไตน์บอกว่า E=mc สแควร์ (E=mc2 ) ไม่มีใครเชื่อเขา เพราะเขามองลึกกว่าคนอื่น เรื่องเวลายืดหดได้ก็ไม่มีใครเชื่อเขา จุดนี้ทำให้เขาหันมาศรัทธาศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าเคยตรัสเรื่องเวลายืดหดมาก่อนไอน์สไตน์อีก เวลาบนดวงจันทร์กับเวลาบนโลกก็ไม่เท่ากัน ไอน์สไตน์ยกให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งจักรวาลด้วซ้ำ เขาบอกว่าไม่ใช่ศาสนาแห่งโลก ระดับโลกเล็กเกินไป ผมขนลุกเลย สิ่งนักวิทยาศาสตร์เห็น กับสิ่งที่พระพุทธเจ้าเห็นเป็นสิ่งเดียวกัน แต่พระพุทธเจ้าไปไกลกว่า อย่างความไม่เที่ยงเห็นชัดมาก แสงเทียนที่มันลุกเนียนๆ ถ้าสติไวมากๆ จะเห็นความยุบยับอยู่ข้างในเต็มไปหมด

 จริงๆ นักวิทยาศาสตร์ควรเปิดใจรับสิ่งนี้ด้วย ผมว่าจะเป็นการปฏิวัติให้พบทฤษฎีใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่าทฤษฎีสัมพันธภาพ ถ้าเราไม่คิดนอกกรอบ ทฤษฎีจะตันอยู่แค่นี้ เหมือนกับสมัยก่อนที่เราคิดว่าเทปคาสเซตมันสุดยอดแล้ว ม้วนวิดีโอก็ไม่คิดว่าจะล้าสมัย อยู่ๆ ดีวีดีมาเทปคาสเซตล้าสมัยเลย อีกหลายอย่าง เขาคิดไม่ถึงว่ามันจะมีนาฬิกาดิจิทัลออกมา นั่นคือการคิดนอกกรอบของไอน์สไตน์ ถ้าไม่มีไอน์สไตน์มาเกิด ทุกวันนี้เราจะไม่มีดิจิทัลเลย คลื่นลูกที่สามกำลังกลบคลื่นลูกที่สอง เพราะฉะนั้นมันจะมีคลื่นลูกที่สี่ตามมา

  0 คลื่นลูกที่สี่จะเกิดจากอะไร
 ปัญญาญาณ ถ้าเราไม่เปิดใจรับความรู้ใหม่ๆ ทางพุทธศาสนาอย่างที่ไอน์สไตน์บอกว่าพุทธศาสนามีอะไรซ่อนอยู่เยอะ เพียงแต่ว่านักวิทยาศาสตร์ไม่สนใจที่จะวิเคราะห์ ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิตก็พยายามบอก แต่ไม่มีใครฟัง

 0 จริงๆ เรามีของดีอยู่แล้ว
 ใช่ วิทยาศาสตร์ ถ้าเขามาวิเคราะห์พุทธศาสนา แล้วประยุกต์ใช้ในทางโลกก็ได้ประโยชน์ได้มากมหาศาล แต่ทางพุทธศาสนาต้องการให้เราเห็นอนัตตาทางธรรม เพื่อที่จะมุ่งนิพพานอย่างเดียว จะได้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก นั่นคือการออกไปจากนอกกรอบของเวลา ก่อนที่ไอน์สไตน์จะเสียชีวิตเขาค้นพบความไม่เที่ยงของเวลา และในความไม่เที่ยงของเวลายังมีอะไรซ่อนอยู่อีก แล้วเขาก็ค้นหาจนนาทีสุดท้ายของชีวิต มันเป็นการค้นหาที่ทะลุมิติ แล้วเขาก็ยังหาไม่ได้ แต่เขาบอกว่าพระพุทธเจ้ารู้แล้ว

 0 พระพุทธเจ้ารู้อะไร
 รู้ว่าเวลามันไม่มีอยู่จริง พระองค์ทรงก้าวข้ามเวลาได้ ทรงระลึกชาติได้ ทรงหยั่งรู้อนาคตกาล และทรงค้นพบว่าปัจจุบันขณะเป็นเวลาประเสริฐสุด เพราะอดีตและอนาคตล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ตามกฎอิทัปปัจจยตา เพระสิ่งนี้จึงมี สิ่งนี้จึงมี จุดนี้สำคัญ มีรายละเอียดที่ค้นพบได้จากการเจริญสติ หลายๆ เรื่องในนิยายวิทยาศาสตร์สมัยก่อน เดี๋ยวนี้มันเป็นความจริง อย่างการเดินทางข้ามเวลา ไปอดีตและอนาคต จริงๆ อีกสัก ๕๐ ปีถ้าเขาค้นพบทฤษฎีใหม่ก็เป็นไปได้ แต่ทีนี้เราต้องคิดนอกกรอบ

 0 นอกกรอบคือ
 ต้องทวนกระแส ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนคนอื่น แต่เปลี่ยนตัวเอง พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าเราตัดเรื่องกิเลสได้ ประเทศจะก้าวหน้ามาก ถ้าเรามีสติ ปัญญาจะมาเอง และจะสู้ด้วยปัญญา ถ้าไม่มีสติ จะมีโลภะ โทสะ โมหะมา โกยเข้าหาตัว แล้วประเทศจะไม่เจริญสักที จริงๆ แล้วศักยภาพของประเทศเราสูงมาก แต่ไม่เจริญ เพราะเรามีของดีอยู่กับตัวแต่ไม่ได้ใช้

"มนสิกุล โอวาทเภสัชช์"

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง