พระเครื่อง

คันฉ่องและโคมฉาย - ผู้นำกับธรรมะ (๖) ศิลปะในการสร้างคน

คันฉ่องและโคมฉาย - ผู้นำกับธรรมะ (๖) ศิลปะในการสร้างคน
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ: อัครสาวกผู้มากความสามารถ

 อีกสองคนเป็นคนหนุ่ม เป็นนักปรัชญาอยู่ในกรุงราชคฤห์ เกิดมาในตระกูลพราหมณ์ ร่ำรวยมาก เวลาไปที่ไหน สองคนนี้จะมีบริวารคนละ ๕๐๐ คน แห่แหนตามไป ตนเองนั่งบนเสลี่ยงคานหาม หรือมิฉะนั้นก็นั่งเกวียน คนหนึ่งชื่อ อุปติสสะ คนหนึ่งชื่อ โกลิตะ เนื่องจากทั้งสองคนนี้เป็นนักปรัชญา มีชื่อเสียงมาก มาจากตระกูลดี

 วันหนึ่งเดินเข้าวัดมา พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็น ทรงตรัสขึ้นมาลอยๆ ว่า ภิกษุทั้งหลายในอนาคตสองคนนี้จะเป็นอัครสาวกซ้ายขวาของเรา คนหนึ่งฝ่ายบู๊ คนหนึ่งฝ่ายบุ๋น นี่ขนาดยังไม่ทันได้บวช แต่พระพุทธองค์ทรงทำการบ้านมาเป็นอย่างดีจึงทรงทราบว่าสองคนนี้ก่อนบวชเป็นนักวิชาการมาก่อน แล้วเชื่อไหมเกิดอะไรขึ้นทันทีที่บวชได้ ๗ วัน พระโมคคัลลานะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ผ่านไป ๑๕ วัน พระสารีบุตรได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

 คนหนึ่งคือพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรที่เรารู้จัก เลิศในทางปัญญาหรือวิชาการ อีกคนหนึ่งก็คือพระมหาโมคคัลลานะ ผู้เป็นเลิศในการบริหารจัดการ เปรียบเสมือนเป็นแขนซ้ายแขนขวาของพระพุทธองค์ ถึงขนาดตรัสรับรองพระสารีบุตรว่า ไม่มีใครที่จะแสดงธรรมได้ทัดเทียมพระองค์ยกเว้นสารีบุตร เธอเป็นที่สองรองก็แต่เราเท่านั้น ยกย่องขนาดนี้เลยทีเดียว อนึ่งเมื่อทั้งสองท่านนิพพานไปแล้วพระองค์ถึงกับตรัสออกมาว่า ตอนนี้ดูสังฆมณฑลของเราเหงาหงอยมองไปทางไหนก็ดูเหมือนจะว้าเหว่ เราเองอีกไม่นานก็คงจะต้องไปเพราะเดือนที่ไร้ดาวนั้นก็ขาดสง่าราศี

 เมื่อพุทธสาวกล่วงลับไปไม่กี่เดือน พระพุทธองค์ก็เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ขอให้สังเกตศิลปะในการใช้คนของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตรเป็นคนหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาบวช แต่พระพุทธองค์ทรงฟันธงแล้วว่า สองคนนี้ต้องเป็นคู่อัครสาวก พระสงฆ์สมัยนั้นก็พากันยกมือคัดค้านว่า ตั้งได้อย่างไรเพิ่งบวช บรรยากาศในการเลือกพระอัครสาวกมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก มีพระบางรูปยกมือทูลถามว่า รูปอื่นบวชก่อนทำไมไม่ได้เป็น รูปนั้นก็เป็นพระอรหันต์ทำไมไม่ได้เป็น ทำไมสองรูปนี้จึงได้เป็นพระอัครสาวก พระองค์ก็ต้องตรัสอธิบายให้ฟังว่า พระสารีบุตรเป็นอย่างไร พระโมคคัลลานะเป็นอย่างไร เล่าย้อนไปหลายภพหลายชาติ

  ถ้าอยากรู้รายละเอียดมีอยู่ในพระอรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ยมกวรรคที่ ๑ เรื่องสัญชัย ซึ่งเล่าเหตุการณ์ตอนคัดเลือกพระอัครสาวกเอาไว้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองท่านยังหนุ่มมากเพิ่งเข้ามาบวช แต่พระองค์ทรงพิจารณาว่าเป็นคนหนุ่มที่ทำงานเป็น ที่สำคัญมีคุณสมบัติเหมาะสมมากคือเป็นพระอรหันต์ พระองค์ไม่ได้มองที่ความเป็นอาวุโส แต่ทรงมองคนที่ทำงานเป็น แล้วก็กล้าใช้คนหนุ่มด้วย นี่คือวิธีในการใช้คนของพระพุทธองค์

 และบางทีพระพุทธองค์ก็ไม่ได้ใช้แต่ผู้ชาย แม้แต่ผู้หญิงก็ทรงใช้ ยกย่องมาก ผู้หญิงหลายคนที่ยกย่องไว้ทัดเทียมกับพระภิกษุ แต่ในสังคมไทยเราไม่ค่อยพูดถึงเท่านั้นเอง แท้ที่จริงในพระพุทธศาสนามีผู้หญิงเก่งๆ มีภิกษุณีเก่งๆ ที่พระพุทธองค์ยกย่องว่าทรงปัญญา เป็นผู้เป็นเลิศในการแสดงธรรม เป็นภิกษุณีนักกฎหมาย มีเยอะแยะไปหมด แต่ในสังคมไทยเราไม่ค่อยให้พื้นที่ตรงนี้เท่านั้น ถ้าเราไปอ่านพระไตรปิฎกเราจะพบว่าพระพุทธองค์ทรงใช้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และทุกคนที่ใช้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงพุทธวิสัยในการเลือกคน ว่าทรงใช้หลักใช้คนให้ถูกกับงาน ฉะนั้นท่านทั้งหลายที่เป็นผู้บริหารเวลาจะใช้คนก็ต้องเลือก เลือกคนมาใช้ให้เป็น

 ถ้าเลือกคนมาใช้ไม่เป็น ผู้บริหารต้องทำเอง ผู้บริหารบางคนละเอียดมาก ลูกน้องเซ็นเอกสารขึ้นมาผู้บริหารก็ต้องมาดูตั้งแต่พิสูจน์อักษร ดูช่องไฟ ดูการเคาะย่อหน้า ถ้าใช้คนไม่เป็นมันจะลำบากเช่นนี้ ผู้บริหารบางคนให้ลูกน้องไปถ่ายเอกสารกลับมายังถามว่าเธอไปถ่ายที่ร้านไหน ฉันมีอยู่ร้านหนึ่งนะที่ใช้บริการประจำจะเล่าให้ฟัง สาธยายอยู่ครึ่งชั่วโมงว่าร้านในดวงใจอยู่ตรงไหน ผู้บริหารต้องทำขนาดนี้ไหม ถ้าใช้คนไม่เป็นก็ต้องมาเก็บทุกรายละเอียด

"ว.วชิรเมธี"

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง