พระเครื่อง

“พระอาจารย์สำราญ” 
พระนักเทศน์หนึ่งเดียวในสนามแข่งลูกหนู

“พระอาจารย์สำราญ” พระนักเทศน์หนึ่งเดียวในสนามแข่งลูกหนู

26 มี.ค. 2552

ภาพสถานที่แสดงธรรมอันเป็นที่คุ้นตาของพุทธศาสนิกชน คือ ศาลา วิหาร หอประชุม ถ้าให้เป็นธรรมชาติหน่อยก็ในสวนสาธารณะ

  ในขณะที่ภาพของโฆษกการแข่งขันกีฬาต่างๆ จะเป็นคนปกติธรรมดาทั่วไป แต่ในสนามการแข่งขัน จุดลูกหนู ซึ่งเป็นประเพณีที่ใช้ในงานศพพระมอญ โฆษกกลับเป็นพระ สนามการแข่งขันกลายเป็นที่แสดงธรรม โดยมีผู้ชมการแข่งขันลูกหนูเป็นผู้ฟังธรรม

 พระโฆษก ซึ่งน่าจะเป็นนักเทศน์ในสนามแข่งลูกหนู มีเพียงรูปเดียวในประเทศ คือ พระอาจารย์สำราญ ถามวโร (ทองใบ) อายุ ๕๕ ปี พรรษา ๓๕ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบางโพธิ์ใน อ.เมือง จ.ปทุมธานี

 อย่างไรก็ตาม ด้วยน้ำเสียงและรูปแบบการเป็นโฆษกของ หลวงพ่อสำราญ หากใครฟังน้ำเสียงในระยะไกลๆ อาจจะคิดไปว่า ใครหนอเชิญขี้เมาขึ้นไปเป็นโฆษกสนามแข่งขันลูกหนู
หลวงพ่อสำราญบอกว่า เกือบทุกสนามจะมีคนมายืนดูใกล้ๆ เพราะอยากรู้และเห็นหน้าโฆษก เมื่อมาถึงก็ถึงกับอ้ำอึ้ง เพราะนอกจากจะเป็นพระแล้ว ยังเป็นพระที่ไม่มีมืออีกด้วย แต่จับไมค์บรรยายการแข่งขันได้อย่างสนุกสนาน ขี้เมาบางคนถึงขั้นมายืนแซวใกล้เวที ขณะที่บางคนก็เข้ามาขอพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง

 โดยส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกอะไร กลับรู้สึกดีมากกว่า ที่ขี้เมามายืนฟัง เพราะอย่างน้อยเขาต้องได้ธรรมะติดหูกลับไปสัก ๑-๒ ประโยค ซึ่งถือว่าได้เผยแผ่ธรรมแล้ว

 แต่ละปีมีวัดต่างๆ นิมนต์ไปเป็นโฆษกประมาณ ๕-๗ วัด แต่ไม่อยากให้มีกิจนิมนต์มากๆ เพราะนั่นหมายถึงมีพระมรณภาพจำนวนมากนั่นเอง

 ส่วนปัจจัยติดกัณฑ์เทศน์ระหว่างเป็นโฆษกนั้น ปกติแล้วทางวัดผู้จัดงานจะถวายครั้งละ ๒,๐๐๐ บาท แต่บางวัดเคยถวายถึง ๕,๐๐๐ บาท ที่ไม่ถวายเลยก็มี ก็ไม่ผิดธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติอะไร เพราะตั้งใจไปเป็นโฆษกอยู่แล้ว

 ขณะเดียวกัน เคยมีผู้ไปชมการแข่งขันลูกหนูถวายเงินติดกัณฑ์เทศน์ก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน
นอกจากถูกนิมนต์ให้ไปเป็นโฆษกในการแข่งขันลูกหนูแล้ว หลวงพ่อสำราญยังถูกนิมนต์ให้ไปเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ หลายครั้ง แต่มักจะปฏิเสธเกือบทุกแห่งไป เพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม หลายแห่งเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องไป

 หลายครั้งเมื่อไปถึงสถานที่นิมนต์ มักได้ยินคนในงานพูดว่า “ไปนิมนต์พระที่ไหนมาเทศน์ ท่านจะเทศน์ให้ฟังได้อย่างไร จะเอามือที่ไหนถือไมค์”

 หลวงพ่อสำราญบอกว่า คนเรามักเอาตาเป็นที่ตั้งก่อน ดูแต่รูปลักษณ์ภายนอกแล้วตัดสินทันที ความจริงแล้ว จะตัดสินอะไรว่าดีหรือไม่ดีต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ให้ถี่ถ้วยด้วย และมีอยู่หลายครั้งถูกแซวว่า เป็นพระสงฆ์ไม่ยอมยกมือไหว้พระ แต่ก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะไหว้พระด้วยใจอยู่แล้ว

 นอกจากนี้ พระอาจารย์สำราญยังเล่าให้ฟังด้วยว่า ก่อนจะมาเป็นโฆษกในสนามแข่งขันลูกหนูนั้น เริ่มจากเป็นโฆษกงานบุญที่วัดบางโพธิ์ใน ไม่ว่าจะเป็นงานทอดผ้าป่า ทอดกฐิน งานศพ งานทำบุญปิดทองประจำปี

 ขณะเดียวกันก็ไปทำเขื่อน สร้างปราสาทในการแข่งขันมาก่อน โดยงานแรกทำให้อดีตเจ้าอาวาสวัดบางโพธิ์ใน จากนั้นก็ไปสร้างที่วัดน้ำวน รวมทั้งวัดอื่นๆ อีกหลายวัด

 ระหว่างแข่งขันจุดลูกหนูเห็นพระหลายรูปขึ้นไปเป็นโฆษกพากย์แข่งขันลูกหนู พระนักพากย์มีชื่อมากที่สุด คือ หลวงพ่อสายหยุด หรือ พระครูนันทาภิวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดกู้ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยได้จับไมค์เป็นโฆษกคู่กันหลายครั้ง บางสนามมีพระร่วมเป็นโฆษก ๓ รูป ที่มากสุดเคยเป็นโฆษกพร้อมๆ กันถึง ๔ รูป ภายหลังหลวงพ่อหยุดมรณภาพ

 การแข่งขันลูกหนูนั้น ต้องมีโฆษกเป็นผู้บอกว่า สายใดจะจุด สายใดต้องเตรียมตัวจุด ถ้าเป็นคนทั่วๆ ไป ซึ่งหากไม่คลุกคลีกับวัดทำลูกหนู จะไม่มีข้อมูลต่างๆ ว่า แต่ละวัดมีพระใดเป็นเจ้าอาวาส รวมทั้งประวัติของวัดด้วย โดยระหว่างที่รอแต่ละสายจุดลูกหนู ก็จะเล่าประวัติของวัดต่างๆ ความรู้ความสามารถของเจ้าอาวาสทั้งรูปปัจจุบัน และที่มรณภาพไปแล้ว
ขณะเดียวกันก็สอดแทรกธรรมะเข้าไปด้วย จากเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ก็ใส่ธรรมเข้าไปอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จะเน้นเรื่องความสามัคคีเป็นหลัก เพราะการเล่นลูกหนู แม้ว่าจะเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะกัน แต่จุดประสงค์หลัก คือ เพื่อเชื่อมความสามัคคีของคนในชุมชนใกล้วัดก่อน เมื่อออกไปแข่งขันกับวัดต่างถิ่นก็ต้องไปสร้างความสามัคคีกับวัดในถิ่นนั้นๆ ด้วย

 ทั้งนี้ หลวงพ่อสำราญพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ถ้ามุ่งเทศน์เอาธรรมล้วนๆ ต้องเทศน์ให้คนที่สนใจธรรมจริงๆ แต่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วๆ ไปต้องเทศน์แนวคอมเมดี้ คือ เทศน์ปนตลก หรือ ตลกปนเทศน์ ถึงเข้าหูคน และอย่าหวังว่า เขาจะจำธรรมและนำไปปฏิบัติตามได้หมด จำได้ ๑ ข้อ ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้ว ถ้าจำได้ ๒ ข้อ ถือว่าสุดยอดของการเผยแผ่ธรรมแล้ว ที่สำคัญคือ พระนักเทศน์ต้องเผยแผ่ธรรมและแสดงธรรมได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา การบรรยายธรรมในศาลา วิหาร ห้องประชุม ทำได้เป็นเรื่องดี แต่คนเราไม่ได้มีเวลาวัด นั่งฟังธรรมบนศาลา วิหาร และห้องประชุม ได้เหมือนกันทุกคน ในสนามการแข่งขันกีฬาท้องถิ่น โดยเฉพาะการแข่งขันลูกหนู และเรือยาว ซึ่งมีคนดูนับหมื่นคน หากโฆษกมีโอกาสสอดแทรกธรรมเข้าไปด้วย เท่ากับว่า ได้ทั้งความบันเทิง ได้ทั้งธรรมะควบคู่กันไปด้วย”

 เมื่อถามถึงกรรมที่ทำให้มือขาดทั้ง ๒ ข้าง หลวงพ่อสำราญบอกว่า มนุษย์มีเวรกรรมเป็นที่ตั้ง ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม และไม่มีใครหนีกรรมได้ เหตุที่มือขาด น่าจะเป็นกรรมที่เคยไปลักขโมยเรือ ขโมยควาย รวมทั้งฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่า ฆราวาสที่ร่วมแก๊งเดียวกันมีอันเป็นไปในทางไม่ดีสักคน ถูกยิงตาย ๒ คน อีก ๒ คนลูกเกิดมาพิการ ส่วนตัวเองแม้ว่าจะมาบวชพระ แต่ก็หนีกรรมไม่พ้น มือที่ใช้ขโมยเรือขโมยควาย จึงถูกตัดเพื่อชดใช้กรรม แต่มือขาดไม่ได้หมายความว่า ชีวิตจะขาดหายไปเหมือนมือที่หายไป ยังมีสิ่งดีๆ ที่มาทดแทนอีกมากมาย ทุกวันนี้ทำอะไรได้ไม่แตกต่างจะพระที่มีมือดีๆ บางเรื่องทำได้ดีกว่าพระที่มีมือดีๆ ด้วยซ้ำไป อย่างกับเรื่องการปลงผมพระ และโกนผมนาค เพื่อบวชพระ ที่วัดโพธิ์แห่งนี้พระทุกรูปเคยผ่านฝีมือการปลงผมมาแล้วทุกรูป รวมทั้งงานอื่นๆ ในวัด ทำได้ทุกอย่าง ไม่ต่างจากพระที่มีมือดี
 
 ผู้ที่อยากฟังการเป็นโฆษกพร้อมๆ กับฟังเทศน์ของพระอาจารย์สำราญ ในการแข่งขันลูกหนู ซึ่งเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของชาวมอญ ในปี ๒๕๕๒ นี้ มีอีก ๒ แห่ง คือ วันอาทิตย์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๒ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูใบฎีกาเขียน อดีตเจ้าอาวาสวัดบ่อเงิน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มีการแข่งขันลูกหนูมากถึง ๑๖ สาย (ลูกหนูใหญ่)

 และ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๒ ประเพณีการแข่งขันลูกหนู ที่จัดโดย อบจ.ปทุมธานี ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดของปี มีลูกหนูร่วมแข่งขันมากถึง ๒๗ สาย

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู" 

"}])