
พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชษฐ์ ดับไฟใต้ด้วย...'หลวงปู่ทวดและสมาธิ'
เป้าหมายของตำรวจชายแดนภาคใต้ทุกนาย คือต้องการเห็น สันติธรรม ปรากฏขึ้นในดินแดนแห่งนี้ เพราะเงื่อนไขสำคัญที่ถูกผู้ไม่หวังดียกมากล่าวอ้างเพื่อสร้างรอยร้าวทางความรู้สึกระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐเสมอมา นั่นคือ ความไม่ยุติธรรม ดังนั้นสิ่งที่ตำรวจทุกนาย
สิ่งที่นายตำรวจคนนี้ตอกย้ำผู้ใต้บังคับบัญชาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เสมอมา คือ จะต้องมีหลัก “นิติธรรม” นั่นคือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ประการต่อมา คือ หลัก “ยุติธรรม” โดยเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติกับประชาชนในพื้นที่อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม
และประการสุดท้าย คือ หลัก “เมตตาธรรม” ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใส่ใจประชาชน และบรรเทาความเดือดร้อนอย่างตั้งใจจริง
ดังนั้น เมื่อนำหลักทั้ง ๓ ประการนี้มารวมเป็นหนึ่ง เชื่อว่า ในบั้นปลายสันติสุขจะปรากฏในดินแดนแห่งนี้อย่างแน่นอน
“พื้นที่ชายแดนภาคใต้ ๓ จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากภัยอันตรายของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ การเอาชนะแนวความคิดที่ถูกปลูกฝังในทางที่ผิด วันนี้ ตำรวจชายแดนภาคใต้นอกจากต้องยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังต้องมีสติ เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา และที่สำคัญห้ามวู่วาม เพราะหากเราพลาดพลั้ง สถานการณ์จะเหวี่ยงกลับให้เราเป็นผู้เสียเปรียบผู้ก่อความไม่สงบได้ทันที” พล.ต.ท.พีระ กล่าว
ดังนั้น ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปรียบเสมือน “สงครามประชาชน” เพราะใครก็สามารถดึงประชาชน ซึ่งมีอยู่กว่า ๒ ล้านคนเป็นพวกได้ มากกว่าก็มีโอกาสกำหนดสถานการณ์ในพื้นที่
ดังนั้น ตำรวจซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้อยู่กับประชาชน จึงต้องปรับตัวด้วยการเรียนรู้ และศึกษาประวัติศาสตร์ของคนในพื้นที่ รวมถึงต้องเข้าใจวัฒนธรรมประเพณีให้ได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ควรปล่อยให้ความรู้นำพาให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เดินตกหลุมพรางของฝ่ายตรงข้ามที่ขุดล่อไว้ ก่อนใช้เป็นเงื่อนไข หรือข้ออ้างเพื่อโหมกระพือความเกลียดชังอำนาจรัฐ และดึงมวลชนไปเป็นพวกในที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภารกิจจะเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แต่ทุกวันนี้ ก่อนนอน พล.ต.ท.พีระ บอกว่า จะต้องเจียดเวลา “ทำสมาธิ” เพื่อช่วยให้จิตใจสงบนิ่ง และผ่อนคลายสมองจากการทำงานในแต่ละวัน โดยเฉพาะในห้วงที่เหตุการณ์รุนแรงปรากฏอย่างต่อเนื่อง การนำเอาหลักธรรม และหลักปฏิบัติตนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถสยบความตึงเครียดอันเนื่องมาจากปัญหาความไม่สงบจนอยู่หมัด มีที่มาที่ไปจากในปี ๒๕๒๓ เมื่อครั้งรับราชการตำรวจตระเวนชายแดน ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมเป็นเวลา ๓ เดือนเต็มๆ ทำให้ได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ศึกษาคำสอนของพระพุทธองค์อย่างลึกซึ้ง จึงยึดเอาแนวทางธรรมมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งใช้ในการบริหารงานบริหารคน โดยเฉพาะหลัก “สังคหวัตถุ ๔” ถือเป็นหลักคำสอนที่ช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีเสมอมา
เมื่อถามถึงวัตถุมงคลที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ “พล.ต.ท.พีระ” ตอบว่า ก่อนหน้านี้แขวนพระหลวงพ่อโสธร กระทั่งเดินทางมาปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ได้เดินทางมากราบนมัสการ และสักการะรูปเหมือนหลวงพ่อทวด และรูปเหมือนพระอาจารย์ทิม ที่วัดช้างให้ (วัดราษฎร์บูรณะ) เป็นแห่งแรก และได้เสาะแสวงหาพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน รุ่นแรก ปี ๒๔๙๗ มาเพื่อบูชาติดตัวในการทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในดินแดนปลายด้ามขวาน หลังจากทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนเป็นเวลานานนับปี จึงได้รับพระหลวงพ่อทวด หลังเตารีด ปี ๒๕๐๕ เนื้อโลหะผสมจากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่รักใคร่ จึงอาราธนาขึ้นคล้องคอ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนถึงทุกวันนี้ และที่สำคัญ คือได้ผ่านประสบการณ์แคล้วคลาดอันตรายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เมตตาจากพระสงฆ์...ถึงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
พล.ต.ท.พีระ กล่าวว่า นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ จวบจนถึงปัจจุบัน มีนายตำรวจต้องพลีชีพในการปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว ๒๔๘ นาย และบาดเจ็บจากเหตุการณ์ไม่สงบอีกกว่า ๙๐๐ นาย มาถึงวันนี้พระเดชพระคุณ พระพรหมจริยาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะสงฆ์ควรมีส่วนร่วมในการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ จึงได้มอบ "พระกริ่งมงคลประเทศ" ซึ่งได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ ที่พระอุโบสถวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มอบบำรุงขวัญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน ๕๑ สถานี ที่ปฏิบัติหน้าที่ใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งมอบพระพุทธชินราชจำลอง ขนาดบูชาหน้าตัก ๑๒ นิ้ว อีก ๕๑ องค์ ให้เป็นพระประธานประจำสถานีตำรวจทั้ง ๕๑ สถานีอีกด้วย
ประกอบด้วย จ.ปัตตานี สภ.เมือง ๒๘๐ นาย, สภ.โคกโพธิ์ ๒๔๔ นาย, สภ.สายบุรี ๒๑๐ นาย, สภ.ยะหริ่ง ๑๘๕ นาย, สภ.หนองจิก ๒๔๐ นาย, สภ.มายอ ๑๖๐ นาย, สภ.ยะรัง ๒๑๐ นาย, สภ.ปะนาเระ ๑๕๐ นาย, สภ.กะพ้อ ๒๐๐ นาย,สภ.ทุ่งยางแดง ๑๒๒ นาย, สภ.ไม้แก่น ๒๐๐ นาย, สภ.แม่ลาน ๑๔๙ นาย, สภ.บ้านโสร่ง ๑๒๖ นาย, สภ.ราตาบันยัง ๑๙๐ นาย และสภ.นาประดู่ ๖๕ นาย รวม ๒,๗๓๑ นาย
จ.ยะลา ประกอบด้วย สภ.เมือง ๓๓๑ นาย, สภ.เบตง ๒๕๕ นาย, สภ.บันนังสตา ๑๕๐ นาย, สภ.ยะหา ๑๕๘ นาย, สภ.รามัน ๑๘๖ นาย, สภ.ธารโต ๑๒๒ นาย, สภ.กาบัง ๑๑๘ นาย, สภ.กรงปินัง ๑๓๑ นาย, สภ.ลำใหม่ ๑๒๒ นาย, สภ.โกตาบารู ๑๑๑ นาย, สภ.จะกว๊ะ ๙๓ นาย, สภ.แม่หวาด ๑๒๐ นาย, สภ.ปะแต ๙๑ นาย, สภ.อัยเยอร์เวง ๑๐๑ นาย, สภ.บาตูตาโมง ๙๓ นาย, สภ.ยะรม ๘๓ นาย และ สภ.ท่าธง ๙๗ นาย รวม ๒,๓๖๒ นาย
จ.นราธิวาส ประกอบด้วย สภ.เมือง ๓๐๐ นาย, สภ.สุไหงโก-ลก ๓๐๐ นาย, สภ.ตากใบ ๒๐๑ นาย, สภ.สุไหงปาดี ๑๐๘ นาย, สภ.ระแงะ ๑๘๔นาย, สภ.รือเสาะ ๑๙๐ นาย, สภ.ศรีสาคร ๑๔๖ นาย, สภ.บาเจาะ ๑๖๐ นาย, สภ.แว้ง ๑๖๐ นาย,สภ.สุคีริน ๑๖๐ นาย, สภ.ยี่งอ ๑๓๐ นาย, สภ.จะแนะ ๑๒๐ นาย, สภ.เจาะไอร้อง ๑๑๐ นาย, สภ.ตันหยง ๑๖๐ นาย, สภ.โคกเคียน ๑๓๕ นาย, สภ.มูโน๊ะ ๙๔ นาย,สภ.โล๊ะจู ๙๖ นาย, สภ.สากอ ๗๔ นาย และสภ.ปะลุกาสาเมาะ ๙๗ นาย รวม ๒,๙๙๗ นาย
นอกจากนี้แล้ว ยังได้นำพระรุ่นดังกล่าวมอบให้พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศไว้เป็นที่ระลึกในการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย
"ในห้วงที่เหตุการณ์รุนแรงปรากฏอย่างต่อเนื่อง การนำเอาหลักธรรม และหลักปฏิบัติตนมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จนสามารถสยบความตึงเครียดอันเนื่องมาจากปัญหาความไม่สงบจนอยู่หมัด"
เรื่อง / ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ / สำนักข่าวเนชั่น



