พระเครื่อง

ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
มีบารมีเพราะมี..."พระสมเด็จวัดระฆัง”

ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีบารมีเพราะมี..."พระสมเด็จวัดระฆัง”

24 ก.ค. 2553

ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าเป็นมือกฎหมายคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทย เขาเป็นชาวสงขลา หลังจบมัธยมจาก ร.ร.มหาวชิราวุธ สงขลา ก็เข้ากรุงเทพฯ เรียนต่อ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา หลังจากนั้นจึงสอบเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนจบปริ

 หลังจากจบมาก็เข้าเป็นอาจารย์ที่ จุฬาฯ เจริญก้าวหน้าจนเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ แล้วถูกชักชวนให้ออกมาเป็นกุนซือทีมงานบ้านพิษณุโลก ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี จนมีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะระหว่างที่รับตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมืองด้วย จนถูกมองว่าเขามีอิทธิพลอย่างมากในรัฐบาลยุคนั้น เมื่อ “น้าชาติ” ถูกปฏิวัติ เก็บตัวเงียบอยู่พักหนึ่ง จนเมื่อเมฆหมอกจางหาย “บวรศักดิ์” ก็กลับมาอีกในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

 ศ.ดร.บวรศักดิ์ บอกว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ล้วนเป็นแบบอย่างในการใช้หลักธรรมในการปกครองและบริหารประเทศมาตลอด โดยเฉพาะหัวข้อธรรมทศพิธราชธรรม คือ วิธีปฏิบัติตนเองของพระเจ้าเเผ่นดิน  ๑๐ ประการ ซึ่งเป็นจุดเกิดของ Good Governance ในเมืองไทยที่เราอาจแปลว่า ธรรมรัฐ หรือธรรมาภิบาล เราอาจใช้คำว่า Royal Good Governance  หลักธรรมนี้ฝรั่งต่างชาติเพิ่งรู้เมื่อ ค.ศ.๑๙๘๙ แต่พระมหากษัตริย์ไทยใช้มานานกว่า ๘๐๐ ปีแล้ว

 อย่างไรก็ตาม แม้พระมหากษัตริย์ไทยจะเป็นแบบอย่างในการใช้หลักธรรมในการปกครองและบริหารงานแผ่นดิน ในการยึดอำนาจเมื่อปี ๒๔๗๕ คณะราษฎรได้ยึดอำนาจของพระมหากษัตริย์มา แต่ไม่ได้เอาธรรมะของพระมหากษัตริย์มาด้วย โดยเฉพาะหลักทศพิธราชธรรม รวมทั้งหลักธรรมอื่นๆ สามารถมีคำตอบให้ทุกสถานการณ์ร้ายแรงของมนุษย์ ของสังคมได้ตลอด คนส่วนใหญ่ว่าสามารถใช้หลักธรรมในการแก้ปัญหาได้ แต่คนที่รู้แล้วไม่ทำ สู้ไม่รู้เสียเลยจะดีกว่า ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดว่า จะเปิดห้องฝึกอบรมปฏิบัติธรรม ที่สถาบันพระปกเกล้า เพื่อให้ผู้ที่มาเรียนที่สถาบันสมบูรณ์ด้วย ทาน ศีล และภาวนา

 หากรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยนำมาใช้โดยเฉพาะ ๔ ข้อแรกและข้อที่ ๑๐ ที่ว่า  ๑.ทาน (ทานํ) หมายถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย

 ๒.ศีล (ศีลํ) คือความประพฤติที่ดีงาม ทั้ง กาย วาจา และใจ ให้ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมายและนิติราชประเพณี และในทางศาสนา

 ๓.บริจาค (ปริจาคํ) คือ การเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อความสุขส่วนรวม และ ๔.ความซื่อตรง (อาชชวํ) คือ ความซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต

 และข้อที่ ๑๐.ความเที่ยงธรรม (อวิโรธนํ) ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก ไม่เอนเอียงหวั่นไหวด้วยคำพูด อารมณ์ หรือลาภสักการะใดๆ หากทำได้คนไทยจะไม่ฆ่ากันเอง บ้านเมืองจะไม่ถูกเผาอย่างที่ผ่านมาหลายครั้ง

 เมื่อถามถึงเหตุแห่งปาฏิหาริย์ ศ.ดร.บวรศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณ ๒๐ ปีก่อน ขณะทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีคนทักว่า “ช่วงนี้จะมีเคราะห์ ให้ระวังตัวให้มากว่าปกติหน่อย” ครั้งนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเพื่อนทักไปอย่างนั้น แต่ที่ไหนได้เป็นอย่างที่เพื่อนทักจริงๆ เหตุเกิดขึ้นระหว่างขับรถขึ้นทางด่วนดินแดง อยู่ๆ ล้อรถสิบล้อหลุดมาจากไหนไม่ทราบพุ่งมายังรถที่กำลังขับอยู่ คิดว่าอย่างไรคงต้องชนแน่ๆ แต่ที่ไหนได้ ก่อนที่จะถึงตัวรถ ล้อรถดังกล่าวกลับกระเด้งลอยข้ามกระโปรงรถชนิดที่เรียกว่า เส้นยาแดงผ่าแปดยังน้อยไป เท่าที่จำได้มีพระหลวงปู่ทวดอยู่องค์หนึ่ง  ซึ่งเป็นพระที่พ่อให้มา

 สำหรับพระเครื่องที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ แขวนติดตัวเป็นประจำนั้นมีอยู่หลายสิบองค์ เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พิเศษ พระแก้วมรกต จากวัดพระแก้ว พระหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว พระหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ชานหมากพ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน เหรียญหลวงปู่มั่น  พระหลวงปู่โต๊ะ รุ่นชุนวาน นอกจากนี้ยังมีรูปพระเกจิอาจารย์อันมีนามเป็นมงคลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอีกหลายสิบใบ รูปพระพุทธเมตตา จากอินเดีย รวมทั้งรูปพระพุทธเจ้าที่ถ่ายจากโคนต้นศรีพระมหาโพธิ์ ประเทศอินเดีย อีกด้วย

 “ผมได้พระสมเด็จ วัดระฆัง เพราะมีบารมี ได้มาด้วยความบังเอิญ คือ ผมเป็นกรรมการการประปานครหลวง วันนั้น เดินทางไปประชุม พนักงานคนหนึ่งก็มาบอกให้ผมช่วย จะให้ผมเช่าพระ เพื่อจะได้เอาเงินไปรักษาลูกที่กำลังไม่สบาย หลังจากได้พระสมเด็จวัดระฆัง ผมก็ได้เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และหากมีบารมีพอ ก็จะสร้างตึกให้กับโรงพยาบาลศิริราช ใช้ชื่อตึกว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี เพราะถือว่า เป็นปูชนียบุคคลของประเทศ ที่ได้สร้างคุณูปการต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก” ศ.ดร.บวรศักดิ์ กล่าว

 ไม่เพียงสะสมพระ แต่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ ยังมีเครื่องรางของขลังอีกจำนวนมาก ซึ่งแต่ละอย่างเป็นของที่หายาก และบางอย่างแทบจะหาไม่ได้แล้ว โดยมีตู้ขนาดย่อมๆ ไว้เก็บสิ่งของเหล่านี้เลยทีเดียว รอบๆ บ้านทรงไทย ยังเต็มไปด้วยไม้มงคลหลากหลายชนิด อาทิ ว่านสาวหลง พระเจ้า ๕ องค์ ผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน (นางคุ้ม) แผ่นดินเย็น เสน่ห์จันทร์แดง เป็นต้น

 ส่วนการดูพระ ศ.ดร.บวรศักดิ์ บอกว่า ไม่ต้องพึ่งเซียนพระที่ไหน เพราะได้อ่านตำรามาหมดแล้ว รู้เรื่องพระทุกอย่าง เซียนพระบางคนยังไม่ได้อ่านเลย เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องคุยกับเซียนพระ

 “ที่ผมเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ส่วนหนึ่งคิดว่า มาจากแรงสนับสนุนจากสิ่งเหล่านี้ ก็ผมนับถือของผม ชอบองค์ไหนก็แขวนองค์นั้น แขวนเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ ไม่ได้แขวนเพื่อพึ่งปาฏิหาริย์อะไร ทุกครั้งที่ไปนอนนอกบ้าน ก่อนนอนจากถอดพระมาวางบนหมอน จากนั้นก็สวดมนต์ ถ้ามีเวลามากจะสวดยาว ถ้ามีเวลาน้อยง่วงมากก็จะสวดบทอิติปิโส โภชงคปริตร เป็นต้น” ศ.ดร.บวรศักดิ์ กล่าว
 
 “หลังจากได้พระสมเด็จวัดระฆัง ผมก็ได้เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และหากมีบารมีพอ ก็จะสร้างตึกให้โรงพยาบาลศิริราช ใช้ชื่อตึกว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี เพราะถือว่า เป็นปูชนียบุคคลของประเทศ ”

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

"}])