พระเครื่อง

"ทวงคืนพระพุทธรูป"
ศึก...ที่รอวันปะทุและไม่มีวันจบ

"ทวงคืนพระพุทธรูป" ศึก...ที่รอวันปะทุและไม่มีวันจบ

06 ก.ค. 2553

"ชาวบ้านท่าโก หมู่ ๓ ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก จำนวนกว่า ๑๐๐ คน บุกเข้าไปที่วัดสุนทรประดิษฐ์ อ.บางระกำ เพื่อไปทวงถามขอคืนพระหลวงพ่ออินทร์ พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ที่นำมาฝากไว้ที่วัด จากพระครูสุนทรธรรมประภาส หรือหลวงปู่แขก ปภาโส เกจิดังแห่งเมืองสองแคว แ

  ทั้งนี้ หากย้อนอดีตถึงศึกทวงคืนประพุทธรูปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการต่อสู้กันนานนับ ๑๐ ปี ต้องยกให้ "ศึกทวงคืนหลวงพ่อแดงระหว่างวัดบ้านหนองหม้อแกง ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม กับชาววัดหลวงพ่อแดง ต.ไผ่ดอน อ.เมือง จ.พิษณุโลก" ศึกนี้เริ่มต้นประมาณ พ.ศ.๒๕๑๐ จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องทางศาลยุติธรรม ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๓ มีการต่อสู่ตั้งแต่ศาลชั้นต้นและไปสิ้นสุดในศาลฎีกา เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ แม้ศาลจะมีคำตัดสินว่า "ให้วัดหนองหม้อแกงคืนหลวงพ่อแดงกับวัดหลวงพ่อแดง" แต่ชาววัดบ้านหนองหม้อแกงไม่ยอม ถึงกระทั่งจังหวัดและพระผู้ใหญ่ต้องไปไกล่เกลี่ย ในที่สุดหลวงพ่อแดงก็กลับคืนสู่วัดเดิมเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓

  อ.ขวัญทอง สอนศิริ (โจ้) อาจารย์ประจำศูนย์พิษณุโลกศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า หลวงพ่อแดง พระพุทธรูปปูนปั้น เดิมเป็นพะะพุทธรูปประดิษฐานอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งใน ต.ไผ่เขาดอน อ.เมือง ภายหลังชาวบ้านหนองหม้อแกง ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม ซึ่งเป็นตำบลที่อยู่ใกล้เคียงกัน ได้เห็นพระหลวงพ่อแดงชำรุดอยู่ในวัดร้างกลางป่า จึงอัญเชิญไปที่วัดหนองแกง พร้อมๆ กับบูรณปฏิสังขรณ์ จากนั้นก็กลายเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ บนบานศาลกล่าวเป็นไปตามความปรารถนา และเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้านหนองหม้อแกงเป็นอย่างยิ่ง

 อย่างไรก็ตาม เมื่อพระครูพิพัฒน์นพกิจ (หลวงพ่อย้อน ธมมวิโส) เจ้าอาวาสวัดโตนดหลวง ต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อครั้งอายุยังน้อยได้เดินธุดงค์มาจากวัดโตนดหลวง ไปปักกลดบำเพ็ญศีลภาวนาบริเวณวัดร้างที่เคยประดิษฐานหลวงพ่อแดง

 ขณะเดียวกันชาวบ้านเกิดความศรัทธาจึงร่วมกับหลวงพ่อย้อนบูรณปฏิสังขรณ์วัดขึ้นมาใหม่ พร้อมๆ กับตั้งชื่อวัดว่า "วัดหลวงพ่อแดง" ซึ่งระหว่างการสร้างวัดนั้น มีการขอคืนพระหลวงพ่อแดงจากวัดบ้านหนองหม้อแกง ถึงขนาดเกิดข้อพิพาทกันระหว่างทั้ง ๒ หมู่บ้าน เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้จึงต้องพึ่งศาลสถิตยุติธรรม โดยมีการฟ้องในศาลชั้นต้นมีคำตัดสินออกมาว่า ให้วัดหนองหม้อแกงคืนหลวงพ่อแดงให้วัดหลวงพ่อแดง จากนั้นก็มีการฟ้องร้องต่อ และไปสิ้นสุดที่ศาลฎีกา ซึ่งคงคำตัดสินเหมือนศาลชั้นต้น

 "ในครั้งนั้นถึงศาลจะตัดสินแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถบังคับคดีได้ เพราะชาวบ้านหนองหม้อแกงไม่ยอม ในที่สุดจังหวัดและคณะสงฆ์ต้องลงไปไกล่เกลี่ยกับวัดหนอหม้อแกง โดยมีการหล่อพระพุทธชินราชขนาดหน้าตักประมาณ ๘๐ นิ้ว พร้อมๆ กับทำพิธีเททองและพุทธาพิเษก สมโภชเมื่อหล่อพระพุทธชินราชเสร็จก็อัญเชิญหลวงพ่อแดงออกจากวัดหนองหม้อแกงได้ ซึ่งกว่าจะจบต้องใช้เวลากว่า ๑๐ ปี" อ.ขวัญทอง กล่าว

 พร้อมกันนี้ อ.ขวัญทอง ยังบอกด้วยว่า จากกรณีข้อพิพาททวงคืนหลวงพ่ออินทร์ในครั้งนี้ ประเด็นหนึ่งที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวพิษณุโลกในวงแคบๆ คือ ในอนาคตอาจจะมีความเป็นไปได้ว่า น่าจะมีการทวงคืนพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๓ องค์ของ จ.พิษณุโลก ที่ถูกชะลออัญเชิญไปไว้ในวัดที่กรุงเทพฯ คือ พระอัฐฐารส เนื้อโลหะ ซึ่งอัญเชิญจากวัดวิหาร อ.เมือง ไปประดิษฐานที่วัดสระเกศ ส่วนอีก ๒ องค์ คือ พระชินสีห์ และพระศรีศาสาดาที่ถูกชะลออัญเชิญไปไว้ที่วัดบวรฯ ในปัจจุบัน ทั้งนี้อาจจะมีคนตั้งเรื่องขอทวงคืนพระทั้ง ๓ องค์กลับเมืองพิษณุโลก

 นอกจากนี้แล้วยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกหลายสิบองค์ ที่ถูกชะลอจากวัดในต่างจังหวัดไปไว้ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการทวงคืนของคนในจังหวัดนั้นๆ ได้เช่นกัน 

ตำนานแห่งการท้วงพระแก้พระบาง
 อ.ราม วัชรประดิษฐ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก นักโบราณคดีอธิบายให้ฟังว่า พระพุทธรูปถือว่าเป็นหลักชัยของบ้านเมืองมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เมื่อมีการทำสงคราม มีการตีเมืองใดเมืองหนึ่งได้เป็นเมืองขึ้น ฝ่ายชนะก็จะมีการอัญเชิญพระพุทธรูปหรือของศักดิ์สิทธิ์ในเมืองนั้นๆ มายังเมืองหลวง หรือเมืองที่เป็นฝ่ายชนะสงคราม ไม่เฉพาะในเอเชียเท่านั้น สงครามในอดีตทั่วโลกก็ทำเหมือนกัน และเมื่อเมืองใดแข็งแกร่งขึ้นการตีเมืองกลับคืนก็เกิดขึ้น ฝ่ายใดชนะก็จะอัญเชิญพระพุทธศักดิ์สิทธิ์ไปประดิษฐานยังเมืองของตน โดยเฉพาะกรณีพระแก้วมรกต พระบาง พระเสริม และพระใส มีการอัญเชิญไปประดิษฐานในเมืองต่างๆ หลายเมือง

 การชะลอหรืออัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จากหัวเมืองสำคัญต่างๆ ของไทย เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะเมื่อมีการสถาปนารัฐไทยแบบใหม่ อาณาเขตของสยามเริ่มแน่ชัด พระพุทธรูปสำคัญๆ บางองค์อาจจะตกอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีการอัญเชิญมาไว้ยังเมืองหลวง ในอดีตมีการชะลอพระพุทธรูปสำคัญจากหัวต่างๆ มาไปยังกรุงเทพฯ ตั้งแต่สมัย ร.๑ เช่น พระศรีศากยมุณี จากวัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย มาไว้ยังวัดสุทัศนเทพวราราม โดยชะลอมาทางน้ำ มาขึ้นที่ท่าพระ ส่วนที่ จ.พิษณุโลก มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๒ องค์ที่ถูกอัญเชิญมาไว้ที่กรุงเทพฯ คือ พระพุทธชินสีห์ พระพระศรีศาสดา จากวัดพระศรีมหาธาตุ (วัดใหญ่) เมื่อต้นสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

 ส่วนการทวงพระพุทธรูประหว่างประเทศ ระหว่าง ลาวกับไทย คือ การของทวงคืนพระบางจากฝ่ายลาว ในครั้งแรกไทยไม่ยอม จนกระทั่งมีเรื่องเล่าลือกันว่า ถ้าเมื่อใดเมืองใดประเทศใดได้ครอบพระแก้วมรกตกับพระบางคู่กัน จะเกิดเหตุอาเพศภัย ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ในที่สุดแล้วประเทศไทยเมื่อครั้งยังเป็นสยามเทศต้องคืนพระบางให้กับลาว

 วิธีดังกล่าว ถือเป็นกุศโลบายโบราณอย่างหนึ่งในการของคืนพระพุทธรูปก็ได้ แต่ทุกวันนี้เป็นเรื่องยากที่จะใช้กุศโลบายดังกล่าว เพราะประชาชนในพื้นที่มีความผูกพันกับพระพุทธรูป รวมทั้งมีความเป็นเจ้าของมากยิ่งขึ้น

 "พระพุทธรูปเป็นสมบัติของแผ่นดิน โดยเฉพาะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ จะประดิษฐานอยู่ที่ไหนก็ขึ้นชื่อว่าแผ่นดินไทย ปัญหาหนึ่งของการทวงคืนพระพุทธรูปแล้วนอกจากเรื่องของจิตแล้ว เรื่องพุทธพาณิชย์ก็ไม่ควรจะมองข้าม" อ.รามกล่าว  

 "ในอนาคตอาจจะมีความเป็นไปได้ว่า น่าจะมีการทวงคืนพระพุทธรูปองค์สำคัญ ๓ องค์ของ จ.พิษณุโลกที่ถูกชะลออัญเชิญไปไว้ในวัดที่กรุงเทพฯ คือ พระอัฐฐารส พระชินสีห์ และพระศรีศาสาดา"

0 เรื่อง / ภาพ ไตรเทพ ไกรงู 0

"}])