
นักการเมืองไทย ที่คนไทยพึ่งไม่ได้สักคน
(๑)โลกคงไร้ ที่ยืน สำหรับข้าฯ
เหลือแต่ป่า ลำเนาไพร และโคนไม้
อยู่ใต้ผ้า กาสาวพักตร์ ขัดเกลาใจ
คุยกับสัตว์ น้อยใหญ่ ไพรพนา
(๒) ปิดวาจา หยุดมือถือ สื่อต่างๆ
อยู่เรือนว่าง ห่างผู้คน อลหม่าน
ไม่ต้องห่วง หากิน กิจการงาน
มุ่งเดินตาม รอยบาท พระศาสดา
(๓) โลกมนุษย์ หยุดแล้ว ชีวิตข้าฯ
เดินตามพระ สืบสาน ศาสนา
ย้อนกระแส ดูจิต วิปัสสนา
สุขยิ่งกว่า ความสงบ นั้นไม่มี (นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง)
(๔) โลกมนุษย์ เบื่อหน่าย คลายจางสิ้น
จวบจนฟ้า จรดดิน ล้วนหน่ายหนี
ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ไม่อยากมี
เพราะเป็นทุกข์ ทุกที ที่ครอบครอง
(๕) ดวงตาธรรม เห็นแล้ว สัจจ์ชีวิต
กรรมลิขิต ปิดตาธรรม สัตว์ทั้งผอง
ให้เวียนว่าย ตายเกิด กันก่ายกอง
หยิ่งผยอง ล้วนมีกู และของกู
(๖) กามสุข ผูกสัตว์ สังวาสเพลิน
ซื้อทุกอย่าง ด้วยเงิน ไม่ไถถู
ทั้งรวยเก่ง เด่นดัง เกียรติของกู
อหังกา ปิดหู ไม่ฟังใคร
(๗) มีเยอะแยะ ในสภา ผู้ทรงเกียรติ
ชอบหยามเหยียด ประชาชน คนหน้าใส
ทั้งๆ ที่ กินเงินเดือน ภาษีใคร
กับเงินที่ มึงโกงไป ภาษีกู!
(๘) ดูมันจบ จึงคิด อยากบวชอีก
อยากจะปลีก หลีกพวกห่า น่าอดสู
ไม่ต้องตาม เอาอะไร มาให้กู
สิ่งมลทิน ล้วนอดสู กูไม่เอา
(๙) เบื่อพวกมึง อาจเข้าถึง ซึ่งนิพพาน
เพราะมันแจ้ง ในสันดาน พวกโง่เขลา
นักการเมือง เห็นแก่ได้ เห็นแก่เอา
หากจะเผา บ้านเมืองอีก ขอเริ่มที่บ้านมึง
(๑๐) โลกแห่งนี้ ไร้ที่ยืน สำหรับข้าฯ
นักการเมือง หมาๆ พาข้าฯ เข้าถึง
สุดโต่งแห่ง เห็นแก่ตัว น่าพรั่นพรึง
จึงขอหลีก ปลีกเร้น เป็น “พระ” เอยฯ
(พ. พุทฺธิสาโร)
๑๐ บาทที่ท่านอ่านจบไปนี้ ผู้เขียนได้สะเด็ดอารมณ์เสร็จสรรพ หลังฉันเพล เอ๊ย กินข้าวเที่ยงของวันธรรมดาวันหนึ่งในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร (ปัจจุบัน ไม่แน่ใจว่ายังใช้ฉายานี้ได้หรือเปล่าหนอ) เนื่องจากได้นั่งทอดอาลัย จิตหวนคิดย้อนไปหลังเหตุการณ์ชุมนุม เผาบ้านเผาเมือง ที่เพิ่งจะผ่านไปไม่นาน แล้วตามมาด้วยการยื่นอภิปราย (น้ำเน่าตามเคย) ถ่ายทอดสด ๒ วันเต็มๆ
ต้องขออภัย หากกลอนที่เขียนไปไม่สัมผัส ไม่สละสลวย ซ้ำยังใช้คำค่อนข้างรุนแรง กับบรรดานักการเมือง (บางคน หรือเกือบจะทุกคน) ... ผมไม่แปลกใจเลย ที่ได้ยินผู้สื่อข่าวบางรายการเล่าว่า คนไทยส่วนใหญ่รับไม่ได้กับการอภิปรายครั้งนี้ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับเพิ่มความชัดเจนของรอยแตกแยกยิ่งขึ้นอีก ผู้สื่อข่าวยังเล่าต่อด้วยว่า มีคนไทยบางคน ถีบทีวีที่กำลังดูอยู่ทิ้งเลย อย่าใจร้อนไปกับเรื่องที่เราเองก็รู้ๆ อยู่แล้วว่าพวกเขากำลังสำแดงเลยครับ ผมเข้าใจ และผมเองก็ไม่สบายใจ แต่ขอใช้วิธีระบายออกเป็นกลอนด้นสด เพื่อสะท้อนผ่านสื่อกลับพวกเขาไปดีกว่าไหมครับ?
เพราะนักการเมืองบ้านเรา มันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ ช่างเห็นแก่พวกพ้องและประโยชน์ตนจนน่าสมเพช ... ทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤติแห่งชาติ ผ่านการเผาบ้านเผาเมืองหลวงไปหยกๆ ควันไฟและเถ้าถ่านยังมิจางคลาย ซากปรักหักพังยังยืนตระหง่าน ประจานต่อผู้พบเห็นทั้งไทยและเทศ อย่างไม่มีวันหยุดราชการ ศพคนผู้เคราะห์ร้ายยังนับไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ... แต่นักการเมืองบ้านเรา เริ่มซัดกันเรื่องแบ่งงบไม่ลงตัวซะแล้ว เกลี่ยงบประมาณไม่เท่าเทียม ประมาณว่าดูแล้วเอ็งพุงกางมากกว่าข้า ข้าเลยซัดแทงด้านหลังด้วยการโหวตสวนซะเลย เพราะมีนักการเมืองแบบนี้สิ ประเทศเราจึงไปไม่ถึงไหนสักที (หวังว่านักการเมืองไทยทุกคนคงไม่เป็นแบบนี้)
บางทีเซ็งๆ มาก ผมก็จะแวะไปนมัสการ “ท่านสนเฒ่า” ที่วัดสวนแก้ว (สนเฒ่าคือท่านอาจารย์เล็ก ศิษย์ท่านพุทธทาสภิกขุ อยู่สวนโมกข์ฯ รุ่น ๒๕๐๕) ท่านก็เมตตาปรารภเรื่องทางโลกด้วยมุมมองของท่านว่า ...
“เล่าจื้อ กล่าวไว้ให้ศิษย์เอกขงจื้อฟังว่า ... นักการเมือง (ผู้นำ) ที่ดี ต้องมีความเป็นอยู่ต่ำกว่าประชาชน ซึ่งตอนนั้นเองขงจื้อก็ยังฟังแบบไม่ค่อยเข้าใจ”
(นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่า เรามีนายกฯ หรือผู้นำรัฐบาลแบบนี้ไหม ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา)
“เท่าที่เห็นนักการเมืองที่ใกล้เคียงกับที่เล่าจื้อกล่าวไว้ ก็มีแต่ มหาตมะคานธี นี่แหละ”
แล้วท่านก็ขยายความ
“ใส่เสื้อผ้าเก่า นานเข้าก็ไม่ใส่เสื้อเลยด้วยซ้ำ อยู่กระต๊อบที่สร้างจากดิน อย่าว่าแต่ติดแอร์เลย พัดลมยังไม่มี ทั้งๆ ที่ประเทศอินเดียนั้นร้อนก็ร้อนแบบสาหัส คานธี ใช้วิธีกวักโคลนชุ่มน้ำ มาโปะทั่วศีรษะ เพื่อระบายความร้อน ใจแกเมตตาราวพระพรหม แม้ขณะวาระสุดท้ายที่ถูกคนบุกยิง ท่ามกลางฝูงชน แกยังบ่นพร่ำคาถาสวดมนต์ออกมา และนอกจากจะไม่โกรธผู้ยิงแล้วยังรีบสั่งเสียเจ้าหน้าที่ อย่าเอาเรื่องคนคนนี้ก่อนที่ตัวเองจะตายอีก ... แหมนี่แหละ นักการเมืองตามอุดมคติของเล่าจื้อ นักต่อสู้ อหิงสาตัวจริง”
ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเราจะมีนักการเมืองไทยหน้าไหนทำอย่างนั้น นอกจากพวกเขาจะดำเนินชีวิตแบบไม่ต่ำกว่าเราแล้ว หนำซ้ำยังสูงปรี๊ดเกินเอื้อมไปสัมผัสอีกต่างหาก หากเดินสวนกัน (ถ้าไม่ใช่ชาวเลือกตั้ง) ไม่รู้ใครจะไหว้ใครก่อน
แต่หากนักการเมืองไทยจะยอมไปคิดพิจารณาเรื่องนี้ให้ดีๆ มีความสามารถเป็น “อยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง” ได้ดั่งคำนิยามของเล่าจื้อ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ชาวสวนโมกข์มุ่งสอนกันมา หรือทำตัวได้สักครึ่งหนึ่งของ ท่านมหาตมะคานธี ได้แล้วไซร้ ความวุ่นวาน วิกฤติบ้านเมืองในสังคมไทย คงไม่เกิดขึ้นเป็นแน่แท้
ยามพายุสงบ ความคิดตกตะกอนอีกคำรบหนึ่ง ผมจึงได้แต่นั่งนึกในใจ นักการเมืองในประเทศไทย ชาตินี้ก็ดี รอชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็ดี จะหามีเป็นกัลยาณมิตรที่ประชาชนพึ่งได้จริงๆ แบบนี้ได้สักคนไหม?
... คิดไปคิดมา ทำให้ผมอดคิดถึงชีวิตยามบวชไม่ได้จริงๆ
"พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา"



