
๖ ปี ไฟใต้" วัดอุไรฯ เหลือพระเพียง ๑ เดียว
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นต้นมา เพราะกลัวความไม่ปลอดภัยทั้งพระ และพุทธศาสนิกชนที่อาจตกเป็นเป้าของคนร้าย พิธีกรรมทางพุทธศาสนาอันดีงาม ณ วัดแห่งนี้ จะไม่มีวันกลับไปดำเนินการได้ตามปกติ หรือสามารถปฏิบัติได้ดั่งเช่นวัดในภูมิภาคอื่นของประเทศ ตราบใดที่ปัญหาความไม่ส
ปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นจุดเดียวในจังหวัดนราธิวาส หรืออาจจะเป็นแห่งเดียวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องประกอบพิธีเวียนเทียนในเวลากลางวัน ในขณะที่วัดอื่นๆสามารถทำพิธีได้ในช่วงพลบค่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า “วัดอุไรรัตนาราม”แห่งนี้มีความสุ่มเสี่ยงอยู่ในระดับใด นับแต่เกิดเหตุความไม่สงบ
พระอธิการสำรวย ย้อนเรื่องราวให้ฟังว่า นับตั้งแต่เดินทางร่วมกับโครงการกองทัพธรรม เพื่อมาจำวัดในพื้นที่ชายภาคใต้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ จวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับวิถีการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนอย่างชัดเจน ช่วงแรกของปัญหาที่เกิดขึ้นยังมีชาวบ้านมาทำบุญอยู่บ้างแต่เมื่อนานวันเข้าชาวบ้านก้หายตา หายตาไปหมดจนวันพระในปัจจุบันมีคนละแวกวัดมาร่วมพิธีทางศาสนาเนื่องในวันพระเพียง ๔-๕ คน เท่านั้น เว้นเพียงวันสำคัญๆอาจจะมีตัวเลขผู้มายังวัดเพิ่มเป็นหลัก
หลังจาก พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา แทบไม่ได้ออกบิณฑบาตนอกวัดอีกเลย เพราะได้รับคำเตือนจากกำลังหน่วยความมั่นคงว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าในการก่อเหตุของกลุ่มผู้สร้างสถานการณ์อย่างมาก ดังนั้นตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมาจึงมีเพียงหน่วยทหารที่มาตั้งฐานในอาณาบริเวณวัดและชาวบ้านบางส่วนเท่านั้น ที่มาถวายภัตตาหาร เมื่อวันมาฆบูชาและ วันวิสาขบูชา ที่ผ่านมา มีพุทธศาสนิกชนประมาณ ๒๐ ชีวิต เท่านั้นมาร่วมพิธีเวียนเทียนที่วัด ที่จัดขึ้นในเวลากลางวันราวบ่ายโมง โดยมีกองกำลังทหารที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในวัดแห่งนี้อีกไม่กี่นายร่วมพิธีสืบสานทางศาสนาภายใต้พิธีการอันรวบรัด เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลความปลอดภัย
ก่อนเดินทางมาลงมายังจังหวัดชายแดนภาคใต้ พระอธิการสำรวย บอกว่า ธุดงค์อยู่ในป่าแถบจังหวัดนครสวรรค์ ดังนั้นเมื่อมาจำวัดที่นี้ด้วยปัจจัยและสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ถือว่าการได้ฉันอาหารวันละมื้อก็เพียงพอแล้ว ปีแรกที่เดินทางมาถึงวัดแห่งนี้พบว่าศาสนสถานภายในวัดอยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างมาก และเมื่อปฏิบัติธรรมไปได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์สะเทือนความรู้สึกสังคมไทยอย่างมาก เมื่อคนร้ายลงมือก่อเหตุใช้ของมีคมฟันศรีษะ พระประจักษ์ วัดอุไรรัตนาราม ถึงแก่มรณภาพ ในขณะออกปฏิบัติศาสนกิจ(บิณฑบาต) ในวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๗
เรื่องเศร้าสลดเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อพระลมุล ธมฺมธโร วัดอุไรรัตนาราม ถูกลอบวางระเบิด ขณะออกปฏิบัติศาสนกิจ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองได้รับบาดเจ็บหลายราย ด้วยเหตุนี้พระภิกษุที่เคยเดินทางมาเพื่อปฏิบัติธรรม ณ วัดอุไรรัตนาราม ก็ค่อยๆทยอยเดินทางไปจำวัดในพื้นที่อื่น หรือบางรายก็เดินทางกลับวัดอันเป็นที่ตั้งในภูมิภาคเดิมทันที ไม่เพียงแค่พระภิกษุเท่านั้นที่ต้องตัดสินใจถอนสมอก่อนออกจากวัดอุไรรัตนารามแห่งนี้ ด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจในความปลอดภัย แต่ยังรวมไปถึงชาวบ้านไทยพุทธที่เคยอาศัยอยู่รอบวัดหลายหลังคาเรือนในอดีต วันนี้ต่างโยกย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่อื่นแล้วหลายครอบครัว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ภาพสะท้อนวันนี้จะเห็นชาวบ้านหิ้วปิ่นโตเข้าวัดแห่งนี้เพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านั้น
ทั้งนี้พระอธิการสำรวยพูดทิ้งท้ายไว้อยย่างน่าคิดว่า “นิมนต์พระหลายแห่งมาอยู่ก็ไม่มีใครมา เพราะรู้กันดีอยู่ว่าพื้นที่แห่งนี้มีความเสี่ยงมาก แถมภาษาของเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเรียกละแวกนี้พื้นที่สีแดง ส่วนตัวปวรนาตัวเป็นผู้รับใช้พระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงขอปักหลักทำหน้าที่เผยแผ่คำสอนของพระพุทธองค์อยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับญาติโยมที่ยังไม่คิดย้ายหนีไปไหน และจะอยู่ทำหน้าที่ให้ถึงที่สุดแม้วันนี้จะเสี่ยง และเต็มไปด้วยอันตรายจากผู้ก่อความไม่สงบก็ตามอาตมาอยากให้องค์ประกอบของพุทธศาสนาอยู่ครบถ้วน ทั้งคำสอนของพระพุทธองค์ วัด พระภิกษุ พุทธบริษัท เพราะหากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้วศาสนาจะดำรงค์อยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้อย่างสมบูรณ์อย่างไร"”
พระมหากรุณาธิคุณฯ
ในช่วงที่ผ่านมาที่ยังมีลมหายใจทำหน้าที่อยู่ในสมณะเพศท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบได้นั่น พระอธิการสำรวย บอกว่า นับเป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงให้หัวหน้าคณะโครงการพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ ระบรมราชินีนาถเป็นผู้แทนพระองค์นำเข้าสาร อาหารแห้ง เครื่องสังฆภัณฑ์ มาถวายในยามที่ไม่สามารถออกบิณฑบาตนอกวัดได้
จำนวนชาวบ้านที่มาทำบุญก็น้อยลง อีกทั้งบิณฑบาตนอกวัดก็ทำได้ยากเต็มทนจะไปไหนมาไหนก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มกัน บางครั้งทหารที่มาตั้งฐานก็ปรุงอาหารมาถวายบ้าง แต่นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นเมื่อหัวหน้าคณะโครงการพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯนำอาหารแห้งมาถวายที่วัด ดังนั้นจึงเชื่อว่าทุกเรื่องราวของพระพุทธศาสนาในชายแดนภาคใต้ล้วนอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์ท่านเสมอ จึงขอทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาในพื้นที่แห่งนี้ต่อไป
“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าฯที่ทรงมีต่อพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาตมาจึงขอสนองพระราชปณิธาณของพระองค์ท่านในการทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ต่อไปแม้นจะต้องใช้เวลารอคอยอีกยาวนานแค่ไหนก็ตามกว่าสันติภาพ จะปรากฎในดินแดนด้ามขวาน ก็จะขอทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาถึงที่สุด ขอเพียงก่อนสันติสุขมาถึงหวังว่า อาตมาคงไม่ใช่พระภิกษุรูปสุดท้ายที่ยืนหยัดทำหน้าที่ ณ ดินแดนแห่งนี้”พระอธิการสำรวยกล่าว
“ขอปักหลักทำหน้าที่เผยแผ่คำสอนของพระพุทธองค์อยู่ในพื้นที่นี้ต่อไป เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับญาติโยมที่ยังไม่คิดย้ายหนีไปไหน และจะอยู่ทำหน้าที่ให้ถึงที่สุด”
เรื่อง - ภาพ... "สุพิชฌาย์ รัตนะ"



