
'การแขวนพระ ทำให้เป็นคนใจเย็น' สานันท์ สุพรรณชนะบุรี
มีใครบางคนบอกว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งนายกของนายก แต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น เพราะการได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนสมาชิก อบจ.ทั่วประเทศนั้นเขาไม่ได้เลือกเรามาเพื่อชี้นิ้วสั่ง แต่เพราะทุกคนเชื่อศักยภาพว่าจะพาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมๆ กับนายก อบจ.ทั้งหมด
นอกจากนี้ หนุ่มใหญ่แห่ง “เมืองลุง” ยังนั่งเก้าอี้ “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง” อีกด้วย และด้วยระยะเวลากว่าค่อนชีวิตถือเป็นผู้หนึ่งที่มีประสบการณ์เจนจัดอยู่บนถนนสายการเมือง เพราะเคยผ่านเวทีระดับชาติมาแล้วการันตีด้วยการนั่งตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.พัทลุง ๒ สมัย
ภารกิจหน้าที่ในฐานะนายกสมาคมอบจ.แห่งประเทศไทย นั้น นายสานันท์ บอกว่า เป็นงานที่ต้องทุ่มเทแรงกาย และแรงใจหนักกว่าภารกิจปกติถึง ๒ เท่า เพราะการจะหล่อหลอมรวมให้ อบจ.ทั่วประเทศเป็นหนึ่งเดียวกัน จะต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างความเป็นเอกภาพ ให้เป็นปึกแผ่นคือสิ่งสำคัญเป็นลำดับแรกที่จะต้องทำให้ปรากฏให้ได้
โดยขณะนี้พยายามขับเคลื่อนเพื่อยกระดับแนวทางการบริหารงานสมาคมให้อยู่ในระดับหรือมาตรฐานที่สามารถเทียบเคียงได้กับการบริหารงานของส่วนราชการอื่นๆ เพื่อให้บุคลากรมีความภูมิใจในองค์กร หรือรักศักดิ์ศรีของตนเองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นายสานันท์ย้ำกับเพื่อนๆ นายก อบจ.ทั่วประเทศอยู่เสมอ นั่นคือ เรื่องกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน จะต้องดึงเข้ามาร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม และแนวทางการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ให้มากที่สุด เพราะพลังของประชาชนถือว่ามีอำนาจและมีพลังอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางในการพัฒนาท้องถิ่นให้ประสบความสำเร็จ
ด้วยภารกิจที่หนักอึ้ง ทว่างานก็เดินหน้าด้วยความสำเร็จ สิ่งหนึ่งที่นายสานันท์เชื่อมั่นว่า มีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เป้าหมายบรรลุผล คือ แนวทางการทำงานที่ยึดถือ “ความกตัญญู” โดยเฉพาะกับพ่อแม่ บุพการี ครูบาอาจารย์ เพราะบุคคลเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีพระคุณ และหล่อหลอมให้เรามีองค์ความรู้ในการใช้ชีวิตได้ในสังคม
ไม่เพียงแค่นั้น ในฐานะนักการเมืองต้องไม่ลืมบุญคุณประชาชน เพราะการที่เราได้รับเกียรติ และมีอำนาจในการบริหารท้องถิ่น ล้วนมาจากแรงสนับสนุนจากชาวบ้าน ดังนั้น การแสดงความกตัญญูคืนกลับให้มวลชนคือสิ่งที่จะต้องปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
“จะหาเสียงหรือ ไม่มีเลือกตั้งพบใครพบก็ไหว้หมด เพราะชาวบ้านคือผู้มีพระคุณกับเรา ดังนั้นการแสดงความเคารพเขาในทุกสถานะถือเป็นการแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่ง และที่สำคัญจะไม่ทำตัวสูงกว่าประชาชน วันนี้ผมยังกินข้าวราดแกง จิบกาแฟกับชาวบ้านข้างถนนในตลาด เสมือนหนึ่งผมเป็นลูกหลานคนหนึ่ง ส่วนตำแหน่งทางการเมืองคือเรื่องที่เขาเลือกเราให้ไปทำหน้าที่บริหารแทนเขาเท่านั้นเอง” นายก อบจ.แห่งประเทศไทย กล่าว
ขณะเดียวกัน สิ่งที่นายสานันท์พร่ำสอนและย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอมานั่นคือ “อย่าเป็นคนประจบสอพลอ แต่ให้รู้จักเอาใจประชาชน และเมื่อเจอชาวบ้านอย่าทำตัวเป็นนาย และต้องมีจิตอาสาที่พร้อมจะช่วยบรรเทาทุกข์ของมวลชนอยู่ตลอดเวลา มีประโยคหนึ่งที่ลูกน้องมักถามเสมอๆ ว่า “นายกมีอะไรให้รับใช้” ซึ่งทุกครั้งมักจะตอบกลับไปเสมอว่า “คุณไม่ต้องมารับใช้ผม เอาเวลาไปรับใช้ประชาชนดีกว่า”
เมื่อว่างเว้นจากงานการเมือง สิ่งหนึ่งนายสานันท์ทำอยู่เสมอๆ คือเข้าวัดเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง รวมทั้งยังพิสมัยในการทำบุญด้วยการมอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียน และนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยการควักกระเป๋าตัวเองแทบทุกเดือน
และเมื่อถามถึง “แขวนพระอะไร?” นายสานันท์ ตอบสวนมาทันทีว่า ปัจจุบันแขวนพระอยู่ ๓ องค์ โดยองค์แรกเป็น “พระกริ่งปวเรศ” ซึ่งได้รับมาเมื่อ ๒๕๑๘ ขณะที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ ๓ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา และได้กลับมาบวชที่วัดภูผาภิมุข จ.พัทลุง เนื่องจากผู้ปกครองเห็นว่า อยู่ในวัยที่เหมาะสม ซึ่งพระราชวิสุทธิกวี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพัทลุง เป็นผู้มอบให้ หลังจากสึกเพื่อกลับไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
“พระองค์ดังกล่าวได้รับมอบมาก็เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยที่ขณะนั้นไม่ทราบว่าเป็นพระอะไร ใครเป็นผู้สร้าง กระทั่งเมื่อเริ่มต้นเข้าสู่ถนนการเมืองมีโอกาสได้เห็นและรับรู้ข้อมูลจากตำราพระเครื่อง จึงมาทราบทีหลังว่า พระที่ได้มาเป็นพระกริ่งปวเรศ จึงอาราธนาขึ้นแขวนคอมาจนถึงทุกวันนี้” นายสานันท์ กล่าว
ส่วนองค์ที่สอง คือ เหรียญอาจารย์นำ วัดดอนศาลา โดยเพื่อนสนิทคือ นายเฉลียว พงศาปาน ผอ.ร.ร.ราชวินิตบางเขน เป็นผู้มอบให้ และองค์ที่สาม คือ เหรียญอาจารย์พลับ วัดชายคลอง จ.พัทลุง ซึ่งหลวงพ่อเป็นผู้มอบให้เองกับมือ เนื่องจากแวะเวียนไปทำบุญบ่อยครั้ง เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลจากวัดมากนัก
พร้อมกันนี้ นายสานันท์ ยังบอกด้วยว่า หากเป็นสมัยก่อน เมื่อครั้งต้องลงพื้นที่หาเสียงเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในสนามการเมืองระดับชาติ มักจะอาราธนาพระยอดขุนพล วัดเขาอ้อ ขึ้นแขวนคอด้วยเสมอ และตลอดชีวิตที่เดินบนถนนการเมือง ทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ก็สามารถครองใจประชาชนและเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวบ้านได้อย่างราบรื่นเสมอมา
นายก อบจ.แห่งประเทศไทย บอกว่า "การแขวนพระเครื่อง โดยส่วนตัวแล้วถือว่าเป็นการนำสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์มาไว้ใกล้ชิดกับชีวิตมากที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะทุกครั้งที่จะลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะต้องหยุดคิดอย่างพินิจพิเคราะห์ และที่สำคัญพระเครื่องยังเป็นเสมือนสัญญาณที่คอยคุม หรือกำหนดจังหวะให้เราลำดับชีวิตอย่างละเอียดมากขึ้นในแต่ละวัน และด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้เข้าใจความหมายที่ว่า การแขวนพระทำให้เป็นคนใจเย็นได้อย่างชัดเจน” นายสานันท์กล่าว
นอกจากนี้แล้ว ทุกครั้งที่นิมนต์พระขึ้นคอ นายสานันท์จะระลึกอยู่เสมอๆ ว่า “หากคิดจะทำการใด เรื่องนั้นต้องเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ หากไปทำในสิ่งที่ผิด ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาคุ้มครองชีวิตเราจะลดน้อยถอยลงไปด้วย ดังนั้น การมีพระอยู่กับตัว ก็เป็นเสมือนชีวิตมีภูมิคุ้มกันให้คนเราตั้งตนอยู่ในกรรมดีมากขึ้นอีกด้วย”
0 เรื่อง / ภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ 0



