
คมเลนส์ส่องพระ (เสาร์ที่ 21 มี.ค. 52)
*** พรุ่งนี้...มี งานประกวดพระ ที่ ห้างตั้งฮั่วเส็ง ธนบุรี จัดโดยเจ้าเก่า ฐิติพงศ์ อุดมรัตนะศิลป์ (วรเทพ) มีพระครบทุกประเภทรวม ๑,๖๖๙ รายการ รางวัลหนังสือ
พระยอดนิยมเมืองพิษณุโลก ปกแข็ง หนา ๒๔๐ หน้า เป็นภาพพระชนะเลิศจากงานประกวดในสมัยก่อน ที่ทุกวันนี้หาชมองค์จริงได้ยากยิ่ง เพราะส่วนใหญ่อยู่ในรังพระของเศรษฐี และนักสะสมพระรุ่นใหญ่แทบทั้งนั้น การได้ดู ภาพพระแท้ จะเป็นบันไดขั้นแรกของนักสะสมที่เพิ่งหันมาสนใจพระเครื่องได้เป็นอย่างดี และการได้ไปร่วมในงานประกวดพระ ก็จะทำให้ได้เห็นพระองค์จริงอีกด้วย **
** หากจะพูดว่า เมืองสุพรรณบุรี เป็นเมืองแห่งพระกรุ และมีพระสกุล พระร่วง มากที่สุดก็ไม่น่าจะผิดจากความเป็นจริงมากนัก ขนาดว่าในหนังสือ พระเมืองสุพรรณ ที่เขียนโดย มนัส โอภากุล ปรมาจารย์พระเครื่องเมืองสุพรรณ ก็ยังได้แยกประเภท พระร่วง เอาไว้เป็นหมวดหนึ่งโดยเฉพาะ ทำให้รู้ว่า เมืองสุพรรณ มีพระสกุล พระร่วง มากจริงๆ ** ยู่กิม บางลี่อาร์ต ผู้ชำนาญพระเครื่องเมืองสุพรรณ ได้ให้ข้อมูลว่า พระร่วง กรุดงเชือก อยู่ในพื้นที่ อ.หนองหน้าไซ เขตติดต่อ อ.ด่านช้าง สุดเขต จ.สุพรรณบุรี ไปทาง จ.กาญจนบุรี แถบนี้เคยเป็นเมืองเก่าสมัยโบราณมาก่อน ด้วยเหตุนี้จึงมีการขุดพบ พระกรุสมัยลพบุรี อยู่เสมอๆ อย่าง กรุหนองแจง ซึ่งมีอายุยุคเดียวกัน ก็อยู่ในละแวกนี้
** พระกรุดงเชือก ขุดพบเมื่อประมาณปี ๒๕๓๒ มีพระขึ้นมาจากกรุเพียงพิมพ์เดียว คือ พิมพ์พระร่วงนั่ง ประมาณ ๖๐๐ องค์ บรรจุอยู่ในไหโบราณ ๒ ใบ สมัยนั้น อ.ยู่กิม ได้เช่ามาทั้งหมด ๓๐๐ องค์ ในราคาองค์ละ ๒,๔๐๐ บาท มาถึงทุกวันนี้ พระร่วง กรุดงเชือก เช่าหากันที่หลักหมื่นกลางๆ สวยๆ เป็นแสนขึ้นไปก็มี นับเป็น พระร่วงนั่ง เนื้อชินตะกั่วสนิมแดง ที่น่าสนใจอีกกรุหนึ่ง โดยเฉพาะองค์ที่เห็นนี้ยังมีคราบกรุหินปูนและสนิมไขติดเต็มทั้งองค์ เป็นพระที่ยังอยู่ในสภาพเดิมๆ ทุกอย่าง หากล้างด้วยน้ำยาเคมี เอาผิวนอกออก จะเห็นเนื้อในขององค์พระเป็นเนื้อชิน สนิมแดง สวยงามมาก เจ้าของคือ อู๊ด สุพรรณ คู่หูคู่ขาของ อ.ยู่กิม โดยตรง **
** สมัยก่อนคนที่ชอบเล่นทายคำปริศนา มักจะถามกันว่า อำเภออะไรในเมืองไทย ที่มีพลเมืองน้อยที่สุด คนทายก็มักจะเดาเอาอำเภอเล็กๆ แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่คำตอบที่ถูกต้องคือ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เป็นปริศนาเชาว์ ตรงชื่อของอำเภอ แต่ความเป็นจริงอำเภอนี้มีประชากรเป็นหมื่น มากกว่าอำเภออื่นๆ อีกหลายแห่ง ** อย่างไรก็ตาม ชื่อ อ.สองพี่น้อง ก็มีตำนานเล่าขานกันมานานปี ใครอยากรู้ ทำไมถึงชื่อ สองพี่น้อง ลองเปิดไปดูได้ที่เว็บไซต์ของอำเภอนี้
** อ.สองพี่น้อง หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า บางลี่ สมัยก่อนหน้าน้ำ น้ำจะท่วมไปหมดนานถึง ๔-๕ เดือน ใน ตลาดบางลี่ จึงต้องปลูกบ้านเรือน ๒ ชั้น พอถึงหน้าน้ำชาวบ้านร้านตลาดจะขนของขึ้นไปขายกันบนชั้น ๒ ชั้นล่างน้ำท่วมหมด การเดินทางก็ต้องอาศัยทางเรือเป็นส่วนใหญ่ แต่ทุกวันนี้ อ.สองพี่น้อง มีความเจริญก้าวหน้าไปมากแล้ว การเดินทางโดยเรือจึงหมดความจำเป็นไป
** อ.สองพี่น้อง เป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีการขุดพบพระกรุเช่นเดียวกับท้องถิ่นต่างๆ ของเมืองสุพรรณ ในหนังสือ พระเมืองสุพรรณ โดย อ.มนัส โอภากุล ได้เขียนถึง พระร่วงกรุสองพี่น้อง ว่าขุดพบที่บ้านหุบระฆัง อ.สองพี่น้อง บริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า เนินวิหาร เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๑๓ นายอำเภอประมวล สุวรรณเกิด สั่งให้รถไปเกรดดินบนถนนโบราณ เยื้องๆ วัดคลองมะดัน (หลวงพ่อโหน่ง) ทำให้พบ พระร่วง กระจัดกระจายไปตามพื้นดิน ชาวบ้านรู้ข่าวจึงพากันมาขุดคุ้ยหาพระกันอย่างชุลมุน พระที่พบครั้งแรกมีประมาณ ๒๐๐ องค์ ซื้อขายกันตรงกันองค์ละ ๒๐-๒๕ บาท แล้วค่อยๆ ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนหลายวันต่อมาขายกันองค์ละ ๑,๐๐๐ บาท รวมพระที่ขุดหากันได้ประมาณ ๒,๐๐๐ องค์ ทั้งหมดเป็นพิมพ์ พระร่วงยืนประทานพร เนื้อสนิมแดง สูงประมาณ ๗ ซม. กว้าง ๒ ซม. พื้นด้านหลังเป็นรอยเว้าเป็นแอ่งเล็กน้อย ที่เป็นหลังเรียบก็มี แต่มีน้อย พุทธลักษณ์คล้ายกับ พระร่วงกรุโรงสี ขอบองค์พระเป็นลายเกลียวเชือก ผิดแผกไปจากพระร่วงยืนประทานพรอื่นๆ ที่เคยพบเห็นมาก่อนหน้านี้ ** พระร่วงยืน กรุสองพี่น้อง พุทธศิลป์สมัยลพบุรี องค์ที่เห็นนี้ถือว่าสวยสมบูรณ์มาก ราคาเช่าหาอยู่ที่หลักแสนต้นๆ เป็นพระเก่าเก็บของ อ.ยู่กิม บางลี่อาร์ต นักสะสมพระเครื่องรุ่นอาวุโส ที่ยังยืนหยัดอยู่ในวงการนี้ได้อย่างสง่างาม เพราะชีวิตที่ผ่านมาซื้อขายเฉพาะพระแท้ที่ดูง่ายแต่เพียงอย่างเดียว ใครได้ไปก็สบายใจ...และในเร็วๆ นี้จะมีเรื่องราวของ อ.ยู่กิม บางลี่อาร์ต มาให้อ่านกันในคอลัมน์ "เส้นทางนักพระเครื่อง" โปรดคอยติดตาม **
** สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถระ) วัดเทพศิรินทราวาส
นับเป็นพระเถราจารย์ที่น่าเคารพกราบไหว้เป็นอย่างที่สุด ด้วยวัตรปฏิบัติที่เพียบพร้อมไปด้วยปฏิปทาอันน่าศรัทธาเลื่อมใส อีกทั้งมีความรู้ในทางธรรมอย่างแตกฉาน มีหน้าที่การงานในพระพุทธศาสนาอันสำคัญมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ พระยานรรัตนราชมานิต เมื่อครั้งที่ได้ตั้งใจบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ล้นเกล้าฯ ร.๖ ที่เสด็จสวรรคต ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้ตระเวนเลือกหาพระอุปัชฌาย์เพื่อขอรับการอุปสมบท ก็มาได้ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ (เจริญ) รูปนี้
** ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ (เจริญ) เป็นชาวเมืองชลบุรี ที่ชาวบ้านต่างให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสมาก จนถึงกับเรียกขานท่านว่า สมเด็จวัดเขา (บางทราย) อันเป็นถิ่นกำเนิดของท่าน ** ทุกปีเมื่อถึง วันทำบุญอายุ จะมี พิธีสรงน้ำ ถวายแด่พระเดชพระคุณท่านเสมอ ในวันดังกล่าวจะมีการสร้างพระเครื่องเป็นของที่ระลึกมอบเป็นของขวัญแก่ศิษยานุศิษย์ที่ไปร่วมงานโดยทั่วกัน
** เหรียญพิมพ์ใบสาเก ที่เห็นนี้ถอดแบบพิมพ์มาจากวัดบวรนิเวศวิหาร ด้านหน้าเป็นรูปเหมือน เจ้าประคุณสมเด็จฯ (เจริญ) หันข้าง เหนือศีรษะขึ้นไปตรงส่วนยอดเป็นรูปยันต์น้ำเต้า เบื้องล่างใต้รูปมีตัวหนังสือไทยว่า "สมเดจพระพุทธโฆษาจารย์" ด้านหลังเหรียญเป็นรูปพระพุทธนิรันตราย ประดิษฐานอยู่ในซุ้มเรือนแก้วอันงดงามยิ่ง พัฒนะ ธรรมะวิริยกุล เจ้าของเหรียญบอกว่า เหรียญนี้ออกในวันสรงน้ำทำบุญอายุ ปี ๒๔๘๕ ชาวเมืองชลนิยมแสวงหากันมาก เพราะมีประสบการณ์ด้านเมตตามหานิยมเป็นเลิศ ปัจจุบันเหรียญสวยคมชัดสภาพเดิมๆ อย่างเหรียญที่เห็นนี้ เช่าหากันที่หลักหมื่นกลางๆ นอกจากเหรียญพิมพ์นี้แล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ (เจริญ) ยังมีเหรียญอีกหลายรุ่น ที่นักสะสมพระสาย ท่านเจ้าคุณนรฯ นิยมกันมาก หากสนใจจะแบ่งปันติดต่อสอบถามได้ที่ โทร.๐๘-๑๙๔๐-๘๙๙๕
** สมเด็จพระพุทธโฆษจารย์ นามเดิม เจริญ สุขบท เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๔๑๕ ที่ จ.ชลบุรี เป็นศิษย์ของ ท่านเจ้าคุณชลโธปมคุณมุณี (พุฒ ปุณณกเร ปฐมวัย) อาวาสวัดเขาบางทราย เมื่ออายุ ๑๒ ปีได้บรรพชาที่วัดเขาบางทราย และเข้าศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดราชบพิธฯ กทม. อุปสมบทเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๓๕ ที่วัดเขาบางทราย ต่อมาได้ศึกษาพระวินัยปิฎกในสำนัก สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่วัดเทพศิรินทราวาส โดยสอบไล่ได้ที่ ๑ ทุกชั้น ได้ปฏิบัติภารกิจทางพระศาสนามาโดยตลอด จนถึงพ.ศ.๒๔๗๑ โปรดให้สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ รวมทั้งเป็นกรรมการเถรสมาคม จนถึงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์แทนพระสังฆราชเจ้า เป็นพระราชาคณะเมื่ออายุ ๒๘ ปี และเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ด้วยวันเพียง ๕๗ ปี นับเป็นพระเถระที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พรรษาน้อยกว่าพระเถระหลายรูป เจ้าประคุณสมเด็จฯ มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๙๔ ด้วยโรคเนื้องอกที่ตับ รวมอายุได้ ๘๐ ปี พรรษา ๕๙ **
** หลายปีก่อน วงการประกวดพระ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ใกล้ไกลไม่สำคัญ จะต้องมีชื่อของ ชมรมพระเครื่อง จ.น่าน และเพื่อน ส่งพระเข้าประกวดด้วยเสมอ แทบทุกประเภท และด้วยจำนวนพระที่มากพอสมควร จึงทำให้ได้รับรางวัลพระชนะเลิศคะแนนรวมมาโดยตลอด ชื่อเสียงของ ชมรมพระเครื่อง จ.น่าน จึงเป็นที่รู้จักและกล่าวขานกันมาก มาถึงทุกวันนี้ ชมรมพระเครื่อง จ.น่าน ได้ห่างหายไปจากงานประกวดพระ เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นได้รับรางวัลกันบ้าง
** สำหรับ พระชนะเลิศ ที่ผ่านมา หลายองค์ได้รับรางวัลมากถึง ๒๐๐ ครั้ง และทุกองค์ที่ได้รับรางวัลก็ยังเก็บรักษาอยู่ และวันนี้ขอนำภาพชนะเลิศมาให้ชมเป็นวิทยาทาน ๒ องค์ องค์แรก พระอู่ทองบัว ๒ ชั้น เนื้อชินเงิน กรุวัดราชบูรณะ อยุธยา องค์นี้ติดที่ ๑ มาโดยตลอด ตั้งแต่งานชมรมพุทธศิลป์ไทย (นายช่างสะพานพุทธ) มาจนถึงทุกวันนี้ ได้รางวัลมาแล้วกว่า ๑๐๐ งาน สวยคมชัดและสมบูรณ์ขนาดนี้ คงหาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว
** องค์ที่ ๒ พระกลีบบัว กรุวัดลิงขบ กทม. องค์นี้เป็นพิมพ์หน้าแก่ ติดที่ ๑ มาแล้วกว่า ๕๐ งาน เป็นพระเก่าเก็บของ "ป๋ายัพ" มาก่อน (พระกลีบบัว กรุวัดลิงขบ องค์เก่า ที่เคยติดรางวัลมาแล้ว ๒๐๐ งาน ได้เก็บไว้ในตู้เซฟเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะส่งประกวดที่ไหนก็ไร้คู่ต่อสู้ที่จะหามาสูสีกันยาก) **
** พระกลีบบัว วัดลิงขบ ธนบุรี เป็นพระกรุเก่ากรุหนึ่งที่มีอายุการสร้างกว่า ๑๐๐ ปี
** วัดลิงขบ เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกกัน ชื่อทางราชการคือ วัดบวรมงคล เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชั้นราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด ธนบุรี ในสมัยรัชกาลที่ ๒ มีชาวรามัญ (มอญ) อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ส่วนหนึ่งทรงกำหนดให้อยู่ในบริเวณ วัดลิงขบ นี้ด้วย
** วัดนี้ กรมพระยาราชวังบวรสถานมงคลมหาเสนานุรักษ์ พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๒ ได้ทรงสถาปนา วัดลิงขบ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดบวรมงคล เป็นวัดรามัญ มีพระราชาคณะฝ่ายรามัญเป็นเจ้าอาวาสติดต่อกันมาหลายปี จนถึงปี ๒๔๖๒ สภาพวัดทรุดโทรมมาก พระรามัญมาอยู่น้อย จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงวัดนี้ให้เป็นวัดทางธรรมยุต จนถึงทุกวันนี้
** พระกลีบบัว วัดลิงขบ เป็นพระเนื้อดินเผา สร้างขึ้นโดย พระสุเมธาสจารย์ (ศรี) ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูราชปริศ และรักษาการเจ้าอาวาสวัดลิงขบ เมื่อปี ๒๔๑๐ ท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะภายในวัดเป็นการใหญ่ และได้สร้างเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง พร้อมกับบรรจุพระพุทธรูป พระเครื่องและสิ่งของมีค่าต่างๆ เอาไว้ในองค์เจดีย์ พระเครื่องที่บรรจุไว้นั้นคือ พระพิมพ์กลีบบัว เนื้อดินเผา เพื่อเป็นการสืบพระศาสนา โดยมีพระเถราจารย์ผู้เรืองเวทวิทยาคมในสมัยนั้นหลายท่านร่วมพิธีปลุกเสก โดยเชื่อกันว่ามี เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง ธนบุรี ปลุกเสกให้ด้วย
** พระพิมพ์กลีบบัว นี้แตกกรุเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๐๙ โดยมีผู้ลักลอบขุดกรุพระ ที่องค์เจดีย์ได้พระออกไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาวัดได้เปิดกรุพระขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๐๙ เนื่องจากพระพิมพ์นี้มีจำนวนมาก สมัยหนึ่งจึงเช่าหากันองค์ละไม่กี่ร้อยบาท แต่ทุกวันนี้ราคาแพงขึ้นตามลำดับ องค์สวยๆ เช่าหากันเป็นพันเป็นหมื่นก็มี ขนาดองค์กว้างประมาณ ๑.๙ ซม. สูง ๒.๙ ซม. พระพุทธคุณ ดีเด่นทางเมตตามหานิยม ป้องกันคุณไสย และสัตว์มีพิษทั้งหลาย ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ เป็นพระเครื่องที่มีอายุความเก่ากว่า ๑๔๐ ปี เป็นการสร้างขึ้นโดย พระเกจิอาจารย์รามัญ (มอญ) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวิชาอาคมอันแก่กล้ามาโดยตลอด และได้สืบทอดวิทยายุทธ์ตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาจนถึงทุกวันนี้ **
** พระกรุวัดราชบูรณะ อยุธยา อีกองค์ที่นำมาให้ชมวันนี้ ไม่ได้ส่งเข้าประกวดที่ไหน เพราะสวยอยู่แล้ว และเป็นพิมพ์พิเศษ ๒ องค์ประกบติดกันเป็นพระ ๒ หน้า ที่สำคัญด้านหลังของพระองค์หนึ่งมีตัวหนังสือจีนจารึกอยู่ด้วย (มีความหมายอย่างไรจะหาคนอ่านออกมาแปลให้ในวันหลัง) พระพิมพ์นี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า พิมพ์เสมาทิศ ความแปลกและพิเศษของพระองค์นี้ ทำให้ รุ่ง ปากเกร็ด นักสะสมพระกรุนี้โดยเฉพาะ มีความหวงแหนมาก ** พรุ่งนี้พบกันใหม่ ..นะมัสเต
"แล่ม จันท์พิศาโล"



