พระเครื่อง

แสงเทียนสู้แสงอาทิตย์
พลังศรัทธาและแรงบุญในวัน..."วิสาขบูชา"

แสงเทียนสู้แสงอาทิตย์ พลังศรัทธาและแรงบุญในวัน..."วิสาขบูชา"

27 พ.ค. 2553

บรรยากาศอันเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ต้องดำเนินไปบนความแตกต่างจากภูมิภาคอื่นของประเทศ โดยมีเหตุผลสำคัญที่ยังผลให้เกิดความแปรเปลี่ยนไปจากพลวรรตเดิมๆ นั่นคือ “ความไม่ปลอดภัย” ที่เกิดจากน้ำมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั่นเอง และภาพห

 วัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทุกแห่งปฏิเสธไม่ได้ว่าจำนวนพุทธศาสนิกชนลดลงอย่างน่าใจหาย โดยทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่อันเป็นที่ตั้งของวัด เช่น วัดใดต้องอยู่จุดล่อแหลมก็จะมีชาวพุทธร่วมพิธีค่อนข้างบางตาเมื่อเทียบกับวัดที่ต้องอยู่ในพื้นที่สีเขียว ดังนั้นตลอด 6 ปีที่ผ่านมา วัดทุกแห่งต้องปรับเปลี่ยนเวลาในการเวียนเทียน เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดพิธี “เวียนเทียนกลางวัน” เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการเกิดเหตุร้ายจากน้ำมือผู้ก่อความไม่สงบ

  "ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิถีแห่งพุทธในดินแดนแห่งนี้แปรเปลี่ยนไปจากครรลองเดิม โดยหนึ่งในพิธีกรรมที่เห็นถึงความผิดแผกไปจากวันวานอย่างชัดเจนมากที่สุดนั่นคือ “การเวียนเทียน เพราะปัจจัยแห่งความไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากความพยายามก่อเหตุพุ่งเป้ามาที่ชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งพระภิกษุสงฆ์ รวมถึงศาสนาสถาน ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้ไม่หวังดีพยายามตอกลิ่มสร้างเงื่อนไขความรุนแรง ยังผลให้พิธีเวียนเทียนต้องปรับเปลี่ยนไปตามรูปการณ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตของพุทธบริษัท และพระภิกษุ" นี่เป็นเสียงสะท้อนจาก “พระครูศรีจริยาภรณ์” หรือ พระมหาชรัช อุชุจาโร รองเจ้าอาวาสวัดช้างให้ จ.ปัตตานี

 รองเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ย้อนให้ฟังว่า ในปี 2547 ถือเป็นช่วงแรกที่เหตุการณ์ความรุนแรงปะทุขึ้นและมีพุทธศาสนิกชน พระภิกษุสงฆ์ และวัดหลายแห่งตกเป็นเป้าในการสร้างสถานการณ์ทำให้พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทั้งวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา ต้องปรับเวลามาเป็นกลางวันแทบทุกแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งวัดช้างให้ที่ต้องหันมาปรับแนวทางเพื่อความปลอดภัย

  "ไม่ว่าสถานการณ์ในพื้นที่จะรุนแรงแค่ไหน แต่เพื่อดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแห่งนี้ พิธีเวียนเทียนก็จะต้องสืบทอดและปฏิบัติสืบต่อเนื่องตลอดไปแม้ว่าจะดำเนินไปในเวลาที่ผิดแผกและแตกต่างไปจากเดิมก็ตาม ซึ่งได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อทุกฝ่ายสามารถนำสันติสุขกลับคืนสู่ดินแดนปลายด้ามขวานได้อีกครั้ง เมื่อนั้นภาพแสงเทียนจะสว่างไสวสุกสกาวในยามค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งถือเป็นบรรยากาศการเวียนเทียนที่คุ้นเคย และปกติสุขอีกครั้งในวัดชายแดนภาคใต้” พระมหาชรัช อุชุจาโร กล่าวอย่างมีความหวัง

วีถีพุทธยังคงอยู่
 พระครูวรปัญญาประยุต เจ้าอาวาสวัดราษฎร์สโมสร ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ ในฐานะเจ้าคณะอำเภอรือเสาะ-ศรีสาคร จ.นราธิวาส กล่าวว่า บรรยากาศวันสำคัญทางศาสนาในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก นับตั้งแต่มีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเหล่าพุทธบริษัทที่เดินทางมายังวัดมีจำนวนที่บางตาลงเรื่อยๆ จะมีไม่กี่วันเท่านั้นที่จะเห็นญาติโยมทั้งชายหญิงจูงลูกจูงหลานหิ้วปิ่นโตเข้าวัดเป็นจำนวนมาก เช่น งานบุญวันสารทเดือนสิบ รวมไปถึงวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา เป็นต้น 

 ดังนั้นเพื่อให้ศรัทธาของเหล่าสาธุชนในพื้นที่ยังสามารถร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ในพื้นที่ดินแดนด้ามขวานได้ต่อไป วัดทุกแห่งจึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบในการประกอบพิธีกรรมอันสำคัญให้สอดรับกับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะ “พิธีเวียนเทียน” ที่เดิมเคยเกิดขึ้นในช่วงค่ำ ซึ่งต้องปรับเวลามาเป็นช่วงกลางวัน หรือช่วงบ่ายแทน ทุกอย่างก็จะต้องดำเนินไปเหมือน 4-5ปีที่ผ่านมา นั่นคือจะต้องกระชับ รวบรัด และดำเนินการไปบนมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น โดยพิธีทางศาสนาทุกอย่างนอกจากจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายแล้ว จะต้องเสร็จสิ้นก่อนพลบค่ำ โดยเฉพาะ “การเวียนเทียน” จะต้องเสร็จสิ้นก่อนตะวันลาลับขอบฟ้า เพื่อให้ชาวพุทธสามารถเดินทางกลับบ้านหลังเสร็จพิธีได้อย่างปลอดภัย

 สอดรับกับพิธีเวียนเทียน ณ วัดสังฆสิทธาราม ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส “พระครูสังคสิทธิพิทักษ์” เจ้าอาวาสวัดสังฆสิทธาราม กล่าวว่า ชาวพุทธรอบวัดที่มีจำนวนไม่มากเหมือนในอดีต จะเดินทางมาทำบุญเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนากันตั้งแต่ “หัววัน” โดยเฉพาะพิธีเวียนเทียน จะกำหนดเวลาไว้ตั้งแต่ช่วงบ่ายและจะไปเสร็จสิ้นในช่วงบ่ายคล้อย หรือเวลาตกเย็น ซึ่งทั้งหมดต้องตั้งอยู่ในกรอบความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงานเป็นอันดับแรก พิธีเวียนเทียนในแต่ละครั้งจะมีจำนวนชาวพุทธมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่เวลานั้นๆ โดยเฉพาะห้วงเวลาใดที่อัตราความถี่ของเหตุการณ์ลดลงปริมาณของชาวบ้านที่อยู่รอบวัดจะมาร่วมพิธีในระดับที่หนาตาพอสมควร

 ด้านพระปลัดอุดม อริโย เจ้าอาวาสวัดอรัญวาสิการาม อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี กล่าวว่า วัดแห่งนี้ยังคงยืนหยัดประกอบพิธีทางศาสนาเนื่องในวันสำคัญ เช่น มาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา เฉกเช่นเดิมอย่างที่เป็นมาทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งนี้คงต้องยกความดีความชอบให้ชุมชนที่วางตัวอยู่รอบวัด โดยยังคงมีการเทศนาเนื่องในวันวิสาขบูชาตามปกติ รวมทั้งการเวียนเทียนก็สามารถปฏิบัติได้ในช่วงพลบค่ำ ชาวพุทธที่มาร่วมงานยังมีโอกาสเห็นเทียนระยับแสงขณะเดินเวียนรอบโบสถ์ ซึ่งถือเป็นความโชคดีที่พิธีเวียนเทียนยังสามารถปรากฏอยู่ได้เหมือนวันวาน แตกต่างจากวัดบางแห่งในพื้นที่ซึ่งเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ต้องประกอบพิธีกลางวัน อย่างไรก็ตามอาตมาก็ยังหวังว่าวันหนึ่งวัดทุกแห่งและชาวพุทธทุกคนในพื้นที่คงจะได้เวียนเทียนประทักษิณาวรรษในยามค่ำคืนเหมือนที่เคยเป็นมาอีกครั้ง” พระปลัดอุดม อริโย กล่าวทิ้งท้ายถึงเรื่องราวของชาวพุทธที่ไม่เหมือนเดิมนับแต่ไฟใต้คุโชนในดินแดนด้ามขวาน 

 "สักวันหนึ่งเมื่อทุกฝ่ายสามารถนำสันติสุขกลับคืนสู่ดินแดนปลายด้ามขวานได้อีกครั้ง เมื่อนั้นภาพแสงเทียนจะสว่างไสวสุกสกาวในยามค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งถือเป็นบรรยากาศการเวียนเทียนที่คุ้นเคย"

เรื่อง- ภาพ... "สุพิชฌาย์ รัตนะ"

 

"}])