พระเครื่อง

ครูบุญสมทองศรีพรายเรือจ้างที่ต้อง! นำทางชีวิตเด็กด้วย..."พระกับปืน"

ครูบุญสมทองศรีพรายเรือจ้างที่ต้อง! นำทางชีวิตเด็กด้วย..."พระกับปืน"

22 พ.ค. 2553

ย่างเข้าสู่เทศกาลเปิดภาคเรียนใหม่คราใด ภาพที่ปรากฏให้เห็นจนชินตานั่นคือเหล่าบรรดานักเรียนทั้งหลายต่างส่งเสียงเอะอะมะเทิ่งดีงลั่นเล็ดลอดออกมาจากรั้วโรงเรียน ทันทีที่ได้กลับมาพบหน้าเพื่อนร่วมชั้นอีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนนานนับเดือน ไม่เว้น

 อารมณ์และความรู้สึกที่คุ้นเคยของสังคมในช่วงเปิดเทอมใหม่เหล่านี้ ส่วนแตกต่างอย่างสุดขั้ว เมื่อเทียบเคียงกับบรรยากาศในห้วงการเปิดภาคเรียนใหม่ของพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่สถานการณ์กลับเต็มไปด้วยอาการหวาดระแวง ระคนไปด้วยความตื่นกลัวจากผู้ไม่หวังดีที่จ้องจะฉวยโอกาสก่อเหตุ โดยพุ่งเป้าหมายทำร้าย "ครู" เพื่อโหมไฟแห่งความรุนแรง ด้วยเหตุนี้ชะตาชีวิตของแม่พิมพ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เสมือนหนึ่งแขวนไว้บนเส้นด้าย เพราะทันทีที่ก้าวเท้าออกจากเคหสถานก็ไม่รู้ว่าจะต้องตกเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุเมื่อใด

 “วันนี้สถานการณ์ในพื้นที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ทำให้เพื่อนครู นักเรียน และสังคมชายแดนภาคใต้ต้องอยู่อย่างระแวงระวัง จึงเลี่ยงไม่ได้หากครูอยากจะได้แรงจูงใจหรือสิทธิ์ที่พึงจะได้รับ เช่น เบี้ยเสี่ยงภัย เป็นต้น แต่หากวันใดรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถการันตีความปลอดภัยได้ ๑๐๐% ยืนยันว่า ครูชายแดนภาคใต้จะไม่ขอเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ เลย อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา และทำให้ระบบการศึกษาดีในพื้นที่ดีขึ้น เพราะสิ่งนี้จะเป็นส่วนในการช่วยแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน และที่สำคัญครูในดินแดนด้ามขวานทุกคนอยากมีความสุขในการสอนหนังสือเหมือนเรือจ้างในภูมิภาคอื่นๆ และคงไม่มีใครอยากพกปืนไปสอนหนังสือเหมือนที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้แน่นอน” นี่คือเสียงสะท้อนของนายบุญสม ทองศรีพราย ประธานสมาพันธ์ครู ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

 ในฐานะหัวเรือคนสำคัญในแวดวงวิชาชีพครูในพื้นที่แห่งนี้ นายบุญสม บอกว่า เป็นเวลากว่า ๖ ปีแล้วที่ชีวิตของเพื่อนครูกว่า ๓ หมื่นชีวิต ทั้งอัตราจ้าง และประจำ ต่างยืนอยู่บนความหวาดผวา เพราะนับแต่เกิดเหตุความไม่สงบคนร้ายก่อเหตุกับบุคลากรทางการศึกษา ทั้งระเบิด ยิง ฟัน ราดน้ำมันจุดไฟเผา อย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับบุคลากรทางการศึกษาแต่ละครั้งล้วนบั่นทอนขวัญและกำลังใจในการทำหน้าที่ครูให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลพวงดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาในพื้นที่อีกด้วย สังเกตได้จากผลการสอบของนักเรียนเพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยของรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่าคะแนนของ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อยู่อันดับรั้งท้ายของประเทศ

 ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในบางปียังปรากฏข่าวเพื่อนข้าราชการครูจำนวนไม่น้อยทำเรื่องขอโยกย้ายออกนอกพื้นที่ หรือขอไปช่วยราชการพื้นที่อื่นเนื่องจากไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งในฐานะแกนนำครูในพื้นที่คนหนึ่งไม่อยากเห็นเพื่อนร่วมอาชีพซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงอีก ดังนั้นจึงอยากเห็นการสนับสนุนจากรัฐบาล และผู้เกี่ยวข้องในการสร้างความมั่นใจ เชื่อมั่น ให้ข้าราชการครูมีขวัญกำลังใจที่ดีเพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้แก่เด็ก และเยาวชนในพื้นที่แห่งนี้

 จากประสบการณ์ทำงานเป็นเวลาหลายสิบปีตลอดชีวิตในการรับราชการครูล้วนปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาตลอด ประธานสมาพันธ์ครูชายแดนภาคใต้ บอกว่า วิชาชีพครูย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกเป็นเป้าสายตาของผู้ไม่ประสงค์ดีที่ติดตามความเคลื่อนไหวได้ง่าย ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะการเดินทางแต่ละครั้งหากเป็นไปได้จะเลี่ยงที่จะบอกถึงจุดหมายปลายทางอย่างเด็ดขาด ได้เห็นถึงพัฒนาของความรุนแรงและปัญหามาหลายช่วงยอมรับว่าปัจจุบันมีความน่ากลัวมาก เพราะคนร้ายมีรูปแบบ และวิธีก่อเหตุที่โหดเหี้ยม และบางครั้งยังใช้ระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ส่งผลให้เกิดความสูญเสียเป็นจำนวนมากกว่าในอดีต จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้จะมีคาถาที่ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้แทบทุกคนต้องท่องให้ขึ้นใจ คือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

 ด้วยเหตุที่บางครั้งก็ไม่อาจพึ่งความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากใน ๒๔ ชั่วโมงของแต่ละวันทุกคนย่อมมีภารกิจซึ่งต้องพึ่งพาตัวเองและต้องปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยให้ได้ ครูทุกคนต้องพึ่งตัวเอง รู้จักระวังภัย รู้จักสังเกตสิ่งแปลกปลอม และย้ำเตือนจิตใจเสมอว่าจะต้องตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาท เพราะทุกนาทีที่ออกจากบ้านต้องพึงระลึกไว้เลยว่าเรา คือคนที่ไม่ปลอดภัย สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับครูในพื้นที่ชายแดนภาคใต้คืออาวุธปืน หรือพระเครื่อง แต่หากเป็นครูไทยพุทธบางทีต้องพกทั้งพระ ทั้งปืน เพื่อความอุ่นใจในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละวัน

 ปัจจุบันแกนนำครู ๓ จังหวัดชายแดนใต้รายนี้ แขวนหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ เพียงองค์เดียว คือ รุ่น รศ.๒๐๐ ที่ผู้บังคับบัญชามอบให้เมื่อหลายปีก่อน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเคยแขวนหลวงพ่อทวดมาแล้วหลายรุ่น รวมถึงหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗ ก็เคยติดตัวมาแล้วทั้งสิ้น แต่ได้ตัดสินใจมอบให้เพื่อนครูที่เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

 “ส่วนตัวผมเองเชื่อว่าศรัทธาในสิ่งใดแล้วยึดมั่นสิ่งนั้นจะช่วยให้เราแคล้วคลาดและปลอดภัย ดั่งเช่นการแขวนพระเครื่องหลวงพ่อทวด เพราะโดยส่วนตัวมีความเชื่อว่าจะแขวนพระหลวงพ่อทวดรุ่นไหนล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับความศรัทธาและผลของการสะสมกรรมดีของแต่ละคนด้วยว่าจะมีชีวิตอยู่รอดให้พ้นจากภัยอันตรายมาแล้วหลายครา ขณะเดียวกันการเตรียมพร้อมและตั้งมั่นอยู่บนความไม่ประมาทจะช่วยให้เราไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ดังนั้นการมีอาวุธปืนจะต้องหมั่นซ้อมและทบทวนเพื่อพร้อมใช้ป้องกันตัวอยู่เสมอเช่นกัน” ครูบุญสม กล่าวทิ้งท้าย


เรื่องและภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ/สำนักข่าวเนชั่น

"}])