
นายนิพนธ์ อินทรสกุล ขอบารมีพระหลวงพ่อไกร..."ดับไฟใต้"
ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียให้คนในพื้นที่ทั้งทางทรัพย์สินและคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ข้าราชการทุกแขนง รวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์คนแล้วคนเล่าโดยเฉพาะข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างรู้ดีอยู่แก่ใ
“นายอำเภอ” ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีเพ่งเล็งเพราะถือเป็นผู้ขับเคลื่อนกลไกของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน และมีส่วนสำคัญในการแย่งชิงมวลชนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาไฟใต้ เฉกเช่น “นายนิพนธ์ อินทรสกุล” นายอำเภอแห่งอำเภอโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี คนปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ ทศวรรษ ที่เวียนวนปฏิบัติราชการอยู่ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด พร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยเดินหน้าเข้าหาประชาชนทุกเชื้อชาติ ศาสนาอย่างเท่าเทียม แม้บางพื้นที่จะเต็มไปด้วยความเสี่ยงก็ตาม
“ผมรับราชการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาค่อนชีวิต ต้องปฏิบัติงานทั้งพื้นที่เสี่ยง และเสี่ยงมากเพราะทุกแห่งมีโอกาสเสี่ยงเท่าๆ กัน แม้บางแห่งเกิดเหตุไม่รุนแรงแต่ก็เป็นเขตเคลื่อนไหวรุนแรงของแนวร่วม หรือที่เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่าพื้นที่สีแดง แต่เราก็ต้องเข้าไปให้ถึงชาวบ้าน ถามว่ากลัวไหม หากตอบว่าไม่กลัวคงเป็นเรื่องโกหก แต่เราต้องข่มความกลัวเพราะการเข้าไปแก้ปัญหาให้มวลชนเราต้องไม่แสดงแววตาและความรู้สึกกลัวให้ชาวบ้านเห็น” นี่คือเสียงสะท้อนจากนายอำเภอโคกโพธิ์
พร้อมกันนี้นายอำเภอนิพนธ์ ยังบอกด้วยว่า การทำงานในพื้นที่เสี่ยงหรือการเข้าหาประชาชนในพื้นที่เคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม เราต้องสร้างพันธมิตรที่ดี เช่น ผู้นำชาวบ้าน ผู้นำชุมชนตามธรรมชาติ ด้วยการแสดงความจริงใจให้เขาเห็นก่อน เช่นเขาเดือดร้อนเรื่องใด เวลาใด หากต้องการความช่วยเหลือเราต้องไม่ปฏิเสธ เฉกเช่นเดียวกันเมื่อเราประสานขอความร่วมมือในการปฏิบัติงานเขาก็จะตอบกลับด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มใจ
จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ ปัญหาอย่างหนึ่งที่สะสมมานาน คือ “ความไม่เป็นธรรม” ที่ชาวบ้านรู้สึก คือสิ่งที่จะต้องสลายให้หมดไปจากพื้นที่ และต้องไม่สร้างเงื่อนไข “ความอยุติธรรม” เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นหากมีเรื่องใดที่ชาวบ้านสะท้อนความรู้สึกให้นายอำเภอฟัง จะต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง และสืบเสาะหาข้อมูลเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ซึ่งจะเป็นการลดอุณหภูมิและทัศนคติเชิงลบจากสายตาของชาวบ้านที่มีต่อฝ่ายบ้านเมืองให้หมดไป และจะช่วยให้ปัญหาค่อยๆ เบาบาง อีกทั้งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงจังและจริงใจแก้ปัญหาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อ.โคกโพธิ์ จัดได้ว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความรุนแรงปรากฏเป็นข่าวชนิดไม่ขาดสาย บางครั้งการทำงานก็ต้องมีทั้ง “บู๊” และ “บุ๋น” ผสมไปในคราวเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งตัดวงจรความรุนแรงจากน้ำมือของแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบ
“บู๊ คือ เราต้องลุยได้ในทุกสถานการณ์ ไปได้ในทุกที่ และพร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เป็นเอกภาพทั้งตำรวจ ทหาร และพลเรือน ส่วน บุ๋น คือ เราต้องแก้ปัญหาด้วยหลักนิติศาสตร์ และนิติรัฐ เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข” นายอำเภอนิพนธ์กล่าว
พร้อมกันนี้นายอำเภอนิพนธ์ เล่าติดตลกอีกว่า การพูดคุยกับคนนอกพื้นที่มักจะถูกถามเสมอว่ามีเหตุระทึกขวัญ หรือเหตุเสี่ยงตายแบบฉิวเฉียดด้วยหรือไม่ ซึ่งบอกว่าได้คำเดียวว่าจำไม่ได้ว่ามีครั้งไหนบ้างที่ลงพื้นที่แล้วสบายใจหายห่วง เนื่องจากทุกครั้งที่ต้องลงพื้นที่ต้องลุ้นระทึกอยู่เสมอ โดยเฉพาะยามที่ต้องเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการลอบวางระเบิดทหาร รปภ.ครูในแต่ละครั้งซึ่งการเดินทางเข้า ณ จุดเกิดเหตุไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกันเมื่อถึงเป้าหมายแล้วการเดินทางออกจากพื้นที่ก็ลุ้นไม่ต่างกัน ยิ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาคาบเกี่ยวเย็นและกลางคืนนั้นยิ่งระทึกขวัญอย่าบอกใคร
โดยเฉพาะการร่วมสนธิกำลัง ๓ ฝ่ายทั้ง ทหาร ตำรวจ และพลเรือน เพื่อปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเราไม่สามารถกำหนดอนาคตได้เลยว่าการเข้าไปปิดล้อมนั้นจะเกิดการปะทะหรือไม่ แต่หากเป็นไปได้ทุกครั้งอยากให้มีการมอบตัวจะดีกว่า ทว่าน้อยครั้งที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่เคยลืมที่จะต้องอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองและสนับสนุนการทำงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความปลอดภัยเสมอ เพราะอย่างน้อยเราก็เชื่อได้ว่าเรามาดีต้องมีพระคุ้มครองเสมอ
ทุกครั้งที่ลงพื้นที่นอกเหนือจาก “หลวงพ่อทวด” ที่ขาดเสียมิได้แล้ว นายอำเภอนิพนธ์ยังมี “หลวงพ่อไกร” แห่ง “วัดสิริปุณณาราม” หรือ “วัดลำพะยา” ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา อีกองค์ที่นิมนต์ขึ้นคล้องคอไม่เคยห่างกายยามที่ก้าวเท้าออกจากเคหสถานเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่รับผิดชอบ
พระหลวงพ่อไกร ที่นายอำเภอนิพนธ์นิมนต์ขึ้นคอเป็นประจำ คือ เนื้อว่าน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นรุ่นที่พระอาจารย์ทิม อดีตเจ้าอาวาสวัดช้างให้ ทำการปลุกเสก ซึ่งในสมัยที่หลวงพ่อไกรยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีจริยาวัตรอันงดงาม เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์จนเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนมากมาย ยิ่งชาวบ้านในพื้นที่ท้องถิ่นยะลาแล้วยิ่งต้องมีพกติดตัวไว้
“ผมเคารพและศรัทธาในหลวงพ่อทวด และพระอาจารย์ทิมเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับหลวงพ่อไกร วัดลำพะยา ถือเป็นพระบ้านเกิดที่ผูกพันกับเรามานานนม และที่สำคัญทุกครั้งที่อาราธนาขึ้นคล้องคอก็จะกราบกรานขอบุญ บารมีจากท่านช่วยคุ้มครองและช่วยแผ้วถางสิ่งชั่วร้ายให้หมดไปจากพื้นที่นี้เพื่อนำสันติสุขกลับมาสู่บ้านเกิดอีกครั้ง ขณะเดียวกันคงไม่มีวัตถุมงคล หรือเครื่องรางของขลังชิ้นใดช่วยให้เราพ้นภัยได้ หากไม่รู้จักทำความดีเพื่อสังคมและชาติบ้านเมือง” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย
"ทุกครั้งที่อาราธนาขึ้นคล้องคอก็จะกราบกรานขอบุญบารมีจากหลวงพ่อไกร ช่วยคุ้มครองและช่วยแผ้วถางสิ่งชั่วร้ายให้หมดไปจากพื้นที่นี้เพื่อนำสันติสุขกลับมาสู่บ้านเกิดอีกครั้ง”
สำนักข่าวเนชั่น / สุพิชฌาย์ รัตนะ



