พระเครื่อง

"ธีรเทพ ศรียะพันธ์'ทำดี'คือสุดยอดคาถาเมตตามหานิยม

"ธีรเทพ ศรียะพันธ์'ทำดี'คือสุดยอดคาถาเมตตามหานิยม

17 เม.ย. 2553

“งานมวลชน” ถือเป็นหัวใจสำคัญของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ของการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทุกคนต้องช่วงชิงมวลชนมาเป็นพวกให้ได้มากที่สุด เพราะนี่คำตอบที่จะนำไปสู่สันติสุข

 หรือหนทางแห่งแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เฝ้ารอยคอย จนเวลาล่วงเลยมาแล้วถึง ๖ ปี แม้ทุกภาคส่วนจะร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างสุดความสามารถ แต่นับวันปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จะทวีความรุนแรง ดูเหมือนว่า "ความสงบสุขและสันติสุขอย่างยั่งยืน เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ"

 เจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหาร ตำรวจ รวมทั้งข้าราชการในหน่วยงานอื่นๆ ถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่หมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันไป และหนึ่งในจำนวนข้าราชการที่ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ท้อถอย คือ นายธีรเทพ ศรียะพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

 “ข้าราชการต้องทำดีกับประชาชนทุกเชื้อชาติและศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน การที่เราเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านทุกศาสนาอย่างเท่าเทียม เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชน จะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาหันมาให้ความร่วมมือรัฐมากขึ้น และสิ่งนี้เองจะเป็นดุจหูและตาเพื่อป้องกันภัยอันตรายจากผู้ไม่หวังดีในการเข้าพื้นที่เพื่อปฏิบัติราชการในแต่ละชุมชนได้เป็นอย่างดี” เป็นคาถาบทเดียวที่พ่อเมืองปัตตานี บอกว่า

 "ท่องจำจนขึ้นใจ นับแต่เข้ารับราชการ เพราะมีความเชื่อมาตลอดว่า คุณงามความดีที่ได้รับตอบแทนจากบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ชาวบ้านจะเป็นเสน่ห์มหานิยมชั้นยอด ที่จะช่วยให้สามารถเดินทางไปได้ในทุกๆ ที่ โดยมีมวลชนเป็นดั่งเกราะป้องกันภัยอันตรายให้เรารอดพ้นจากอันตรายจากผู้ไม่หวังดี "

  การปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วงเวลานี้ พ่อเมืองปัตตานีบอกว่า ย่อมมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องของปัญหาความไม่สงบเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับเคลื่อนงานราชการพอสมควร ดังนั้นคาถา “ทำดีเพื่อประชาชน” จึงเป็นของดีที่ยึดถือเป็นหลัก เพราะเป็นดั่งเครื่อง “คุ้มกัน” ให้รอดพ้นจากภัยอันตราย ในการเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อพบปะชาวชาวบ้านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

 ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชา ทำตัวเสมือนหนึ่งเป็นดั่งเทียนไข ที่เผาไหม้ตัวเอง เพื่อให้แสงสว่างส่องทางแก่คนอื่น แม้บางเวลาอาจจะต้องเผชิญกับแรงลมที่เป็นดั่งอุปสรรคอยู่บ้างก็ตาม และยิ่งเป็นสิ่งที่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องยึดการเสียสละ และอดทนต่อความยากลำบาก กับอุปสรรคมากมาย ที่ถาโถมเข้ามาเป็นกรณีพิเศษ

 “หากเปรียบไปแล้ว ข้าราชการทุกระดับไม่ต่างไปจากเส้นเลือดฝอย ที่คอยส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่ายกาย โดยเฉพาะสมอง ซึ่งเปรียบเป็นดั่งรัฐบาลที่เดินหน้าแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ดังนั้นหากข้าราชการส่วนหนึ่งส่วนใดไม่สนองนโยบายรัฐ เพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ปกครอง จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เฉกเช่นอาการเส้นเลือดฝอยอุดตัน กระแสโลหิตไม่สามารถส่งไปเลี้ยงสมอง ทำให้กระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่” นายธีรเทพ กล่าว

 อย่างไรก็ตาม เมื่อเว้นว่างจากการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ว่าฯ ธีรเทพ จะหาโอกาสเดินทางไปทำบุญตามวัดต่างๆ ใน จ.ปัตตานี ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง เพื่อช่วยทำนุบำรุง และจรรโลงให้พระพุทธศาสนายังคงอยู่สืบไปในพื้นที่ โดยวัดที่ทำบุญเป็นประจำคือ วัดช้างให้ วัดอรัญวาสิการาม วัดสำเภาเชย วัดปิยาราม วัดบูรพาราม วัดมุจลินทวาปีวิหาร วัดศรีมหาโพธิ์ วัดทรายขาว วัดนาประดู่ รวมทั้งวัดอื่นๆ หากมีโอกาสจะรีบแวะเข้าไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน

 “การทำงานในพื้นที่เสี่ยง บางครั้งทำให้เราก็ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวพุทธ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นการเข้าวัดเข้าวาจึงเป็นพลังใจอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเรา ขณะเดียวกันยังเป็นการทำนุบำรุงศาสนาในฐานะพุทธบริษัทอีกทางหนึ่งด้วย สิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือ คาถาหลวงพ่อทวด ที่ว่า นะโมโพธิสัตโต อะคันติมายะ อิติ ภควา ทั้งนี้จะท่องจำจนขึ้นใจไม่ว่าจะเดินทางเข้าพื้นที่ไหนก็ตาม ทั้งสีแดง หรือสีเขียว จะเป็นดั่งพรที่คอยคุ้มกัน และเรียกความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดีเสมอมา” นายธีรเทพ กล่าว

 ตลอดระยะเวลาที่ออกตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่นั้น ผู้ว่าฯ ธีรเทพ บอกว่า ที่ผ่านมายังไม่เคยประสบเหตุการณ์ระทึกขวัญแบบตรงๆ แต่บอกได้คำเดียวว่า ระเบิดหลายครั้งหลายหนที่ขึ้นปกหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง รวมถึงสื่อมวลชนทุกแขนง ก็เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องแบบเฉียดฉิวนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถยนต์ผ่านจุดซุกระเบิดเพียง ๕ นาที ก่อนระเบิดจริง หรือเข้าไปตรวจพื้นที่ระเบิด แต่ยังไปไม่ถึง ก็เกิดระเบิดลูกที่สองขึ้นก่อนเพียงเสี้ยวนาที และทุกครั้งก็ช่วยให้คลาดแคล้วจากความรุนแรงได้ทำให้เชื่อสนิทใจว่า "คาถาหลวงปู่ทวด" ล้วนมีส่วนสำคัญ

 ส่วนพระเครื่องที่นิมนต์คล้องคอเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะเป็นพระหลวงพ่อทวด ที่ได้รับจากวัดหลายแห่ง ที่เดินทางไปทำบุญ และกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพระเก่า พระใหม่ ขอให้เป็นพระหลวงพ่อทวด ในฐานะที่เป็นคนปักษ์ใต้ สายเลือดสะตอ ก็รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ได้นิมนต์คล้องคอ แต่ด้วยเหตุผลที่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในฐานะผู้นำ ขอเลือกที่จะอุบไว้ ไม่เปิดเผย แต่บอกใบ้ไว้เลยว่า ภายใต้ปกเสื้อมีพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่านปี ๒๔๙๗ รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้มีอยู่องค์หนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือ “พระร่วง” ซึ่งเป็นพระที่ได้รับมอบจากชาวบ้าน เมื่อครั้งรับราชการเป็นนายอำเภอวังทรายพูน จ.พิจิตร

 “ผมไม่ใช่เซียนพระ เลยไม่รู้ว่าพระที่ได้มานั้นรุ่นไหน สร้างเมื่อไหร่และมีราคาค่างวดหรือไม่ แต่ที่รู้คือเป็นพระที่ชาวบ้านมอบให้ด้วยความรัก และความเมตตาเรา และเขาบอกว่ามีความศักสิทธิ์ ดังนั้นพระองค์นี้จึงถือเป็นความเชื่อใจที่ชาวบ้านเขาตอบแทนผมในการบำบัดทุกบำรุงสุขในฐานะข้าราชการ จึงนำมาคล้องคอร่วมกับพระหลวงพ่อทวดติดตัวตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ และในฐานะพุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าวัดเมื่อไหร่ไม่เคยลืมที่จะนิมนต์พระเครื่อง (หลวงพ่อทวด) กลับติดตัวไปด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตไม่ว่าจะเป็นพระจากวัดเล็กหรือวัดใหญ่ขอให้เป็นพระเชื่อเสมอว่าเป็นของดีแน่นอน” ผู้ว่าฯ ธีรเทพ กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องและภาพ สุพิชฌาย์ รัตนะ -สำนักข่าวเนชั่น

"}])