
"พระสิงห์สานชนะมาร" จุดประกายสมานฉันท์ยุคสังคมหลากสี
พระพุทธรูป หมายถึง รูปที่สร้างขึ้นแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อกราบไหว้บูชา อาจใช้การแกะสลักจากวัสดุต่างๆ เช่น ศิลา งา ไม้ หรือวัสดุอื่นๆ นอกจากนี้ยังอาจใช้การปั้นหรือหล่อด้วยโลหะก็ได้
ด้วยความหลากหลายทางความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่น จึงทำให้รูปลักษณ์ของพระพุทธรูปที่ปรากฏตามแต่ละวัดแตกต่างไป เช่นเดียวกับ "พระสิงห์ สานชนะมาร" พระพุทธรูปไม้สานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ประดิษฐานภายในวิหารวัดหิรัญญาวาส ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย
"พระสิงห์สานชนะมาร" หรือ "พระเจ้าต๋นดำ" แห่งวัดหิรัญญาวาส เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่สร้างขึ้นจากไม้ไผ่ชนิดพิเศษ สร้างขึ้นตามศิลปะแบบพระสิงห์หนึ่งเชียงแสน มีขนาดหน้าตักกว้าง ๙.๙ ศอก สูง ๑๙ ศอก มีน้ำหนักกว่า ๒,๐๐๐ กิโลกรัม ใช้ไม้ไผ่หรือตอกในการสานสร้างถึง ๑๖๗,๙๔๐ เส้น ใช้เวลาในการสานรวม ๙๙ วัน
พระสมุห์ภูวไนย ภูวนโย เจ้าอาวาสวัดหิรัญญาวาส เล่าถึงที่มาของพระพุทธรูปตอกสานที่ใหญ่ที่สุด หนึ่งเดียวของประเทศไทยว่า ใน พ.ศ.๒๕๔๓ ได้มีโอกาสเดินทางไปสักการะพระเจ้าอินทร์สาน พระพุทธรูปเก่าแก่ที่เมืองนุง นครเชียงตุง ประเทศพม่า เมื่อได้เห็นพระเจ้าอินทร์สานซึ่งสานจาก "ไม้มุง" ไม้ไผ่เฉพาะถิ่นที่มีลักษณะคล้ายเถาวัลย์ปกคลุมต้นไม้น้อยใหญ่ ทั้งภูเขาที่ปรากฏเฉพาะในเมืองโก รัฐฉาน จึงรู้สึกทึ่งในภูมิปัญญาของช่าง หรือ "สล่า" ผู้จัดสร้าง ทั้งยังเห็นว่า ควรที่จะมีการสืบสานภูมิปัญญานี้ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงอธิษฐานจิตขอสร้างพระองค์นี้ให้ได้
หลังจากทราบว่า สล่าผู้มีฝีมือในการสานพระพุทธรูปหลงเหลืออยู่เพียงสองคน คือ "สล่าอุ่น" และ "สล่าบุญ" อาศัยในเขตรัฐฉานของพม่า จึงใช้ความพยายามในการติดตาม แต่ผ่านไปกว่า ๖ ปี ก็ยังไม่พบตัว และไม่ปรากฏข่าวการสานพระของสล่าทั้งสองแม้แต้น้อย
วันหนึ่ง อาตมาได้กราบสักการะครูบาเจ้าบุญชุ่ม ญาณวสังวโร ครูบาท่านกล่าวว่า ไม่ต้องไปตามหา หากบุญบารมีถึง บุญเก่าที่เคยสร้างพระก็จะดลบันดาลให้ได้พบเจอสล่าผู้สานเอง
กระทั่งต้น พ.ศ. ๒๕๕๒ "สล่าบุญ" ได้ปรากฏตัวที่วัดหิรัญญาวาสด้วยชุดนุ่งขาวห่มขาว พร้อมถามพระสมุห์ภูวไนยถึงความต้องการในการจัดสร้างพระ ก่อนตั้งเงื่อนไขให้พระสมุห์ภูวไนยเดินทางไปรับพระพุทธรูปอินทร์สาน ขนาดหน้าตักกว้าง ๔ ศอก ที่เขาจะสานขึ้นเพียงคนเดียวที่เมืองยาง ในรัฐฉาน ลึกจากเมืองแม่สายไปกว่า ๒๐๐ กิโลเมตร หากมีความสามารถนำไปประดิษฐานที่ใดได้ ก็จะเดินทางไปสานพระให้ที่นั่น
ต่อมาวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ พระสมุห์ภูวไนยพร้อมญาติโยมจึงเดินทางไปนิมนต์แห่เอาองค์พระอินทร์สานจากเมืองยางมาประดิษฐานที่วัดหิรัญญาวาสได้สำเร็จ ซึ่งนอกจากระยะทางแล้ว การฝ่าฝันอุปสรรคโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตามรายทางของทางการพม่า ที่ไม่ต้องการให้ศิลปะท้องถิ่นของเขาออกนอกประเทศ เป็นการพิสูจน์ถึงความตั้งใจได้เป็นอย่างดี
เจ้าอาวาสวัดหิรัญญาวาส บอกด้วยว่า เมื่อทำได้ตามเงื่อนไข "สล่าบุญ" จึงรับปากทำการสานพระสิงห์สานชนะมาร โดยในวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๒ พระสมุห์ภูวไนย พร้อมชาวบ้านอีก ๗๐ คน เดินทางไปยังเมืองโก ในเขตรัฐฉาน ร่วมกับชาวปะหล่องกว่า ๓๐๐ คน เดินเท้าขึ้นเขาใช้เวลากว่า ๖ ชั่วโมง บนเส้นทางยากลำบาก เพื่อตัดเอาไม้มุงจำนวน ๓๙,๐๐๐ ท่อน ลงจากเขา ก่อนจะนำไม้มุงบรรทุกในรถอีแต๋น และเกวียนหลายเล่ม กลับมายังวัดหิรัญญาวาส ผ่านจุดผ่อนปรนท่าเรือปางห้า ต.เกาช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้วยความยากลำบาก
การสานพระสิงห์สานชนะมาร เริ่มขึ้นด้วยการประกอบพิธีกุมขันตั้งเริ่มก่อสร้างโครงสร้างของฐานชุกชี ในวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๒ โดยเลือกใช้เหล็กเส้นขึ้นโครงสร้างภายใน เพื่อความมั่นคงแข็งแรง ก่อนจะเริ่มใช้ตอกจากไม้มุงเริ่มสานไปตามโครงสร้าง โดยมีศรัทธาประชาชนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลาตอก
ขณะที่ สล่าบุญยังได้เชิญสล่ายี่ และสล่าทูล ผู้มีฝีมือข้ามจากฝั่งพม่ามาช่วยกันสานพระ โดยใช้เวลาทั้งหมด ๙๙ วัน จึงสำเร็จเป็นองค์พระสิงห์สานชนะมาร สมความตั้งใจ ในวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ภาพของศรัทธาประชาชนที่ร่วมแรงร่วมใจกันเหลาตอกจากท่อนไม้มุงในวัดหิรัญญาวาส สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีของผู้คนในชุมชนที่ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมในเบื้องลึกของจิตใจ
พระสมุห์ภูวไนย หวังว่า ผู้ที่มีโอกาสแวะเวียนมาสักการะสิงห์สานชนะมาร จะได้พิจารณาถึงเส้นตอกเส้นเล็กๆ นับแสนเส้น ที่สานมัดรวมกันจนเป็นพระพุทธรูปที่มีความมั่นคง แข็งแรง สวยงาม เปรียบเสมือนกับประชาชนคนไทยที่จะต้องหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว จึงจะมีความมั่นคงสามัคคี ในประเทศชาติได้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ พระสมุห์ภูวไนย พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "ขณะที่บ้านเมืองเกิดความแตกแยก แบ่งกันเป็นฝักฝ่าย แบ่งกันเป็นหลายสี ไร้ซึ่งความสามัคคีของคนในชาติ แม้จะยังไม่พบตัวสล่า แต่ความคิดในการสร้างพระพุทธรูปไม้สานจึงกลับมาอีกครั้ง ด้วยความหวังว่า เส้นตอกเส้นเล็กๆ แต่ละเส้นที่หลอมรวมขึ้นเป็นพระพุทธรูป จะสะท้อนสื่อความหมายถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ไปถึงพุทธศาสนิกชน ผู้ที่ตกอยู่ ในวังวนแห่งความขัดแย้ง"
คติความเชื่อของสล่าสานพระ
ไม่เพียงแต่จะมีฝีมือจากภูมิปัญญาที่สืบถอดมาเท่านั้น แต่สล่าทั้งสามยังต้องปฏิบัติตนตามความเชื่อและประเพณีที่ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พระสมุห์ภูวไนย บอกว่า ในระหว่างการสานพระ สล่าจะต้องปวารณาตนในราชวัตรฉัตรธง รอบวิหารที่สานพระ จะอยู่กินและนอนแต่เพียงในวิหาร ซึ่งเป็นบริเวณราชวัตรนั้น ทั้งยังต้องสมาทานศีล ๘ นุ่งขาวห่มขาว งดกินเนื้อสัตว์ งดบาปอกุศลทั้งปวง ประพฤติดี ทำจิตใจผ่องใส จนกว่าจะสานเสร็จ
ขณะที่ศรัทธาผู้ร่วมเหลาตอกและช่วยสานนั้น ก่อนลงมือจะต้องสมาทานเบญจศีล หรือ ศีล ๕ เพื่อความเป็นสิริมงคล และความบริสุทธิ์ขององค์พระ
นอกจากนี้ ขณะที่สล่าทั้งสามสานพระ ยังห้ามผู้เยี่ยมชมถามไถ่เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ห้ามถาม เพราะขณะสานพระสล่าทั้งสามยังตั้งบริกรรมคาถาตามความเชื่อไปพร้อมๆ กัน จนทางวัดต้องติดป้าย "กรุณาห้ามถาม" บริเวณวิหาร ตลอดระยะเวลา ๙๙ วันในการสานพระ
ส่วน "ไม้มุง" ที่ใช้ในการสานพระ นอกจากจะมีลักษณะพิเศษของไม้ไผ่ที่เป็นไม้เลื้อยแล้ว ปกคลุมต้นไม้น้อยใหญ่บนภูเขาแห่งเดียวในเมืองโก รัฐฉาน ยังมีความพิเศษที่ว่า ไม้มุงนี้จะมีชาวปะหล่อง ๕ หมู่บ้านรายรอบภูเขา ซึ่งมีความศรัทธาเคร่งครัดในพุทธศาสนาคอยดูแลปกปักรักษามาหลายชั่วอายุคน ที่สำคัญคือ จะได้รับอนุญาตให้ตัดได้เพียงครั้งเดียวในแต่ละปี คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เท่านั้น
"ด้วยความหวังว่า เส้นตอกเส้นเล็กๆ แต่ละเส้นที่หลอมรวมขึ้นเป็นพระพุทธรูป จะสะท้อนสื่อความหมายถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวไปถึงพุทธศาสนิกชน ผู้ที่ตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้ง"
เรื่อง - ภาพ... "เอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์"



